เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม นายเข็มชัย ชุติวงศ์ อัยการสูงสุด ให้ความเห็นต่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมว่า คณะกรรมการปฏิรูปด้านกระบวนการยุติธรรมที่นายอัชพร จารุจินดา เป็นประธาน นั้นก็ได้รับไม้ต่อจากผลงานในอดีตที่เคยทำกันมาทั้งหลายแล้ว โดยตนไม่ได้ร่วมเป็นกรรมการปฏิรูปเรื่องนี้ แต่เชื่อมั่นในคณะกรรมการชุดนี้ว่าจะให้แนวทางการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมที่ถูกต้องเหมาะสม โดยอัยการเตรียมพร้อมที่จะสนับสนุนให้แผนการ และแนวทางที่จะกำหนดขึ้นมาประสบความสำเร็จ ซึ่งกรรมการชุดนี้เป็นคนนอกน่าจะมีความเป็นกลางมาวางรูปแบบที่ถูกต้องเหมาะสม
เมื่อถามว่า จากการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมครั้งนี้ จะได้เห็นมิติใหม่การเสริมสร้างแนวทางทำงานแบบบูรณาการทั้งตำรวจที่เป็นต้นน้ำ , อัยการที่เป็นกลางน้ำ และศาลที่เป็นปลายน้ำหรือไม่ นายเข็มชัยกล่าวว่า ตอนนี้เขาก็กำลังทำแผนปฏิรูปกันอยู่ซึ่งจะไปสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ โดยแผนของการปฏิรูปนั้นก็ต้องไปลงในรายละเอียดว่าจะต้องมีการแก้กฎหมายใดเพิ่มเติมหรือไม่ หรือเพียงแต่ให้หน่วยงานและองค์กรออกเป็นคำสั่งหรือระเบียบเพื่อการปฏิบัติ โดยส่วนของอัยการเราก็พร้อมที่จะปฏิบัติตาม สมมติว่าคณะกรรมการฯมีแนวทางว่าจะต้องให้อัยการออกระเบียบบางเรื่องเพิ่มเติมให้ชัดเจนเราก็พร้อมจะทำตามในแนวทางนั้น แต่ที่สำคัญคือต้องให้คณะกรรมการฯชุดนั้นเป็นผู้นำ ซึ่งในอดีตก่อนที่จะมีการปฏิรูปฯ หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมก็ต่างคนต่างทำงานจึงเกิดเป็นปัญหายุ่งการปฏิบัติไม่สอดคล้องกันไม่มีเป้าหมายเดียวกัน ซึ่งการทำงานบางทีถ้าเป้าหมายคาดเคลื่อนกันการประสานงานก็ติดขัดบ้าง
“คราวนี้ต้องถือว่ากรรมการชุดนี้เป็นคนนอกที่ไม่มีส่วนได้เสียในกระบวนการยุติธรรม ที่ไม่ใช่ตำรวจ ไม่ใช่อัยการ แม้จะมีอดีตอัยการแต่ไม่ใช่อัยการในปัจจุบันและเป็นนักวิชาการ ดังนั้นกรรมการเขาก็น่าจะเป็นกลางและมาวางรูปแบบที่สอดคล้องต้องกันและเหมาะสมกับทุกฝ่าย ซึ่งทุกฝ่ายก็ต้องยอมรับ ส่วนอัยการเองเราพร้อมที่จะยอมรับและสนับสนุนการทำงานของคณะกรรมการปฏิรูป” นายเข็มชัย กล่าว
ส่วนแนวทางที่อัยการและตำรวจจะร่วมสอบสวนในคดีต่างๆ นั้น นายเข็มชัย กล่าวว่า ต้องนึกถึงก่อนว่าอัยการเป็นผู้ที่คร่ำหวอดอยู่ในศาล สัมผัสกับคำพิพากษากับแนวทางการสืบพยานอยู่เป็นประจำ ดังนั้นเขารู้ว่าพยานหลักฐานแบบไหนที่ศาลอยากจะเห็นและศาลให้น้ำหนัก ดังนั้นถ้าตำรวจได้ประสานงานก่อนเขาก็จะวางแนวทางการค้นหาพยานให้มีน้ำหนัก และถ้าคดียังไม่มีน้ำหนักพอก็จะยังไม่ดำเนินการฟ้อง เพราะการฟ้องคดีเหมือนการยิงนกที่จะยิงช็อตเดียวคือฟ้องแล้วถ้าศาลตัดสินก็จบ ถ้าวันหลังจะมาเจอพยานอะไรก็ฟ้องอีกไม่ได้แล้วฟ้องได้ครั้งเดียว ดังนั้นถ้าหลักฐานยังไม่พอต้องใจเย็นต้องรวบรวมต่อ แต่ถ้าพอฟ้องแล้วก็ฟ้องเลย ตัวอย่างคดียาเสพติดรายใหญ่ๆในทางปฏิบัติก็ใช้แนวทางที่ตำรวจมาหารือกับอัยการเกี่ยวกับแนวทางพยานหลักฐานมานานแล้วและถือว่าได้ผลดีมากเลย นอกจากนนี้ในคดีที่มีพยานหลักฐานเยอะมากๆ ก็มักจะใช้วิธีการเช่นเดียวกันนี้ ตัวอย่างเร็วๆ นี้ก็คือคดีค้ามนุษย์โรฮีนจาถ้าไม่ทำเช่นนี้ก็คงไม่ได้เรื่องแน่นอนซึ่งพนักงานสอบสวนก็ได้เข้ามาปรึกษากับอัยการตั้งแต่ต้นทั้งๆที่ยังไม่มีกฎหมายใดบังคับแต่ตำรวจใช้วิธีการประสานงานโดยอัยการก็มีส่วนเข้าไปวางรูปคดีในการแนะแนวทางสอบสวนพยาน ตำรวจก็รวบรวมมา ดังนั้นแม้ในช่วงที่ส่งสำนวนการสอบสวนมาให้อัยการแล้วจะเหลือเวลาน้อยในการสั่งคดีแต่เนื่องจากอัยการได้รับรู้กระบวนการรวบรวมพยานหลักฐานจึงได้เตรียมตัวและสามารถร่างฟ้องได้ทัน ดังนั้นการประสานงานลักษณะนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญแต่แนวทางการปฏิรูปฯ ก็ยังมีความเห็นที่หลากหลายแนวทางว่าจะให้อัยการเข้าไปมีบทบาทการสอบสวนตั้งแต่แรกหรือไม่ ซึ่งมีทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย
“ในโลกแห่งความเป็นจริงเขาได้มีการทำกันมาแล้ว โดยตำรวจเองก็สมัครใจที่จะเข้ามาขอความร่วมมือในลักษณะนี้ แล้วก็ได้ผลดีเป็นที่น่าพอใจทีเดียวในคดีใหญ่” นายเข็มชัย ระบุ
เมื่อถามถึงคดีทัวร์ศูนย์เหรียญที่ศาลอาญาซึ่งเป็นศาลชั้นต้น มีคำพิพากษายกฟ้องเนื่องจากพยานหลักฐานที่อัยการโจทก์ยื่นฟ้องนั้นยังไม่มีน้ำหนัก นายเข็มชัย กล่าวว่า ก็มีเยอะนะที่คดีในชั้นสอบสวนสำนวนแน่นเลย โดยคดีทัวร์ศูนย์เหรียญอัยการให้สอบสวนเพิ่มเติมทำให้เกิดความหนักแน่นขึ้นแล้วในชั้นสอบสวนกระทั่งมีพยานหลักฐานเพียงพอที่สั่งฟ้อง แต่บางทีเมื่อถึงชั้นศาลจะเป็นอีกเรื่องหนึ่งจากที่พยานเปลี่ยนคำให้การบ้าง หรือนำพยานมาเบิกความไม่ได้บ้างก็จะเป็นปัญหาในชั้นพิจารณาซึ่งทำให้น้ำหนักคดีลดลง โดยเรื่องการนำพยานมาศาลยังเป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนอยู่ ส่วนอัยการไม่มีอำนาจและก็ไม่มีกำลังคนจะไปตามจับพยานมาศาลด้วย หากพยานเขาไม่ยอมมาเราก็ต้องพึ่งพาตำรวจที่เป็นพนักงานสอบสวนให้ไปนำพยานมา และถ้าพยานมาไม่ได้น้ำหนักคดีก็จะเสียหาย
เมื่อถามว่า ในการปฏิรูปฯ อัยการจะผลักดันบทบาทการร่วมสอบสวนให้มากขึ้นได้ในยุคที่กำลังดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุดนี้หรือไม่ นายเข็มชัย กล่าวว่า ไม่สามารถจะผลักดัน เรื่องนี้ได้ อย่างที่บอกไว้ว่าต้องอยู่ที่คณะกรรมการปฏิรูปด้านกระบวนการยุติธรรมเป็นผู้มีอำนาจเต็มที่ตามรัฐธรรมนูญฯ ในการพิจารณา ก็ต้องใจเย็นๆ ให้เวลาคณะกรรมการฯได้ทำงานก่อน เรื่องนี้ถ้าให้อัยการออกหน้าเป็นคนทำก็จะมีแรงต่อต้านเยอะจากหลายฝ่าย จึงต้องให้คณะกรรมการฯ แบบนี้ที่เป็นคนกลางได้ทำและเป็นคนคิดแนวทางที่เหมาะสมเพราะไม่มีส่วนได้ส่วนเสียในฝ่ายไหน ซึ่งเรื่องนี้มีกรอบเวลาอยู่ก็รอดูกันต่อไป
เมื่อถามถึงแนวทางการปฏิรูปตำรวจ ที่นายเข็มชัยเอง ก็ร่วมเป็นกรรมการอยู่ด้วย นายเข็มชัย ตอบปฏิเสธว่า เรื่องปฏิรูปขอไม่ตอบเพราะเรื่องนี้ตกลงกันไว้ให้สื่อมวลชนเรียนถามจากประธานกรรมการฯ และนายสมคิด เลิศไพฑูรย์ โฆษกคณะกรรมการฯ เป็นผู้ให้ข้อมูลเพราะว่าเรื่องปฏิรูปตำรวจมีความเห็นที่หลากหลายมาก มีแนวทางเยอะต้องหาทางสรุปออกมาก็จะสรุปเรื่องๆแล้วประธานกรรมการฯ หรือโฆษกกรรมการจะเป็นผู้ให้สัมภาษณ์

