พ่อแม่อย่าประมาท! ลูกหลานเล่นน้ำตามลำคลองพบ 15 วัน จมน้ำเสียชีวิต 11 ราย

9.10.17 | 16:40 น.
แฟ้มภาพ

เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ในช่วงนี้เป็นช่วงปิดเทอมของโรงเรียนต่างๆ เด็กจะอยู่บ้านและรวมกลุ่มกับเพื่อนๆ ไปเล่นตามสถานที่ต่างๆ ซึ่งผู้ปกครองต้องคอยสังเกตและดูแลอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการลงเล่นน้ำตามแหล่งน้ำธรรมชาติ ต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษเพราะอาจเกิดอุบัติเหตุทำให้เด็กจมน้ำเสียชีวิตได้ ประกอบกับช่วงนี้ยังมีฝนตกอย่างต่อเนื่อง ทำให้ลำคลอง สระน้ำ มีปริมาณน้ำมากกว่าปกติ ไหลเชี่ยวแรงและมีระดับความลึกมาก ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงในการจมน้ำมากขึ้น

นพ.สุวรรณชัยกล่าวว่า ปัจจุบันการจมน้ำยังคงเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของเด็กไทยอายุต่ำกว่า 15 ปี ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (ปี 2550-2559) เฉพาะเดือนตุลาคมเดือนเดียวมีเด็กจมน้ำเสียชีวิตเฉลี่ยปีละ 101 คน ส่วนข้อมูลปี 2559 ที่ผ่านมา พบเด็กไทยจมน้ำเสียชีวิต 699 ราย เป็นเด็กเพศชายมากกว่าเพศหญิงเกือบ 3 เท่าตัว กลุ่มอายุที่พบมากที่สุด คือกลุ่มเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี พบ 256 ราย รองลงมา 5-9 ปี พบ 238 ราย และ 10-14 ปี พบ 205 ราย ซึ่งเดือนที่มีเด็กจมน้ำเสียชีวิตมากที่สุด คือตุลาคม 78 ราย รองลงมาคือเมษายน 75 ราย และมีนาคม 70 ราย ตามลำดับ

อธิบดี คร.กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ข้อมูลเบื้องต้นของสำนักโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค ตั้งแต่เริ่มปิดเทอม (วันที่ 24 กันยายน ถึง 8 ตุลาคม 2560) เพียง 15 วัน พบว่ามีเหตุการณ์เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี จมน้ำ 8 เหตุการณ์ เสียชีวิตถึง 11 ราย โดยพบว่ามีเด็กจมน้ำเสียชีวิตพร้อมกันทีเดียว 2 ราย ถึง 4 เหตุการณ์ ส่วนกลุ่มอายุที่เสียชีวิตสูงสุด คือ 10-14 ปี ถึง 7 ราย อายุ 5-9 ปี พบ 3 ราย และอายุต่ำกว่า 5 ปี พบ 1 ราย ตามลำดับ ซึ่งสาเหตุของการตกน้ำเสียชีวิตส่วนใหญ่ คือ เด็กเล่นน้ำกับกลุ่มเพื่อน รองลงมาคือพลัดตกน้ำ จมน้ำ แหล่งน้ำที่มีเด็กจมน้ำมากที่สุด คือ คลองชลประทานและฝายเก็บน้ำ ทั้งนี้ จำนวนเหตุการณ์และผู้เสียชีวิตดังกล่าวเป็นการเฝ้าระวังข่าวจากสื่อต่างๆ เท่านั้น ซึ่งอาจมีหลายเหตุการณ์ที่ไม่ได้เป็นข่าวและจำนวนผู้เสียชีวิตอาจสูงกว่านี้ถึง 3 เท่า

นพ.สุวรรณชัยกล่าวต่อไปว่า คำแนะนำเพื่อความปลอดภัยจากการจมน้ำในช่วงหน้าฝนและช่วงปิดเทอม ดังนี้ 1.ผู้ปกครองควรสอนให้เด็กรู้จักแหล่งน้ำเสี่ยงและอันตรายที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนแหล่งน้ำที่เด็กคุ้นเคยอาจมีระดับน้ำที่เปลี่ยนไปจากเดิม 2.ชุมชนควรสำรวจแหล่งน้ำเสี่ยงและติดป้ายเตือนพร้อมติดตั้งอุปกรณ์การช่วยคนตกน้ำที่หาได้ง่ายในชุมชน 3.ไม่ควรปล่อยให้เด็กไปเล่นน้ำหรือยืนใกล้แหล่งน้ำ ขอบบ่อ  4.สอนให้เด็กมีทักษะการเอาชีวิตรอดและวิธีการช่วยเหลือคนตกน้ำ จมน้ำ ที่ถูกต้อง และ 5.ในกลุ่มเด็กเล็ก ผู้ปกครองควรหาพื้นที่เล่นที่ปลอดภัยหรือนำเด็กไว้ในคอกกั้นเด็กขณะทำกิจกรรมเพียงชั่วระยะเวลาสั้นๆ

อีกมาตรการสำคัญที่ต้องยึดไว้ใช้ยามฉุกเฉิน คือ “ตะโกน โยน ยื่น” ได้แก่ 1.ตะโกน คือ การเรียกให้ผู้ใหญ่มาช่วยและโทรแจ้งทีมแพทย์กู้ชีพ 1669 2.โยนอุปกรณ์ที่อยู่ใกล้ตัวเพื่อช่วยคนตกน้ำเกาะจับพยุงตัว เช่น เชือก ถังแกลลอนพลาสติกเปล่า หรือวัสดุที่ลอยน้ำได้โดยโยนครั้งละหลายๆ ชิ้น 3.ยื่นอุปกรณ์ที่อยู่ใกล้ตัวให้คนตกน้ำจับ เช่น ไม้ เสื้อ ผ้าขาวม้าให้คนตกน้ำจับและดึงขึ้นมาจากน้ำ หากมีข้อสงสัยประชาชนสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร 1422

Advertisement