เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม นายอรรถพล ใหญ่สว่าง อดีตอัยการสูงสุด (อสส.) และคณะกรรมการอัยการ (ก.อ.) ให้สัมภาษณ์กรณี พ.ต.อ.มานะ เผาะช่วย เลขาธิการสมาคมพนักงานสอบสวน คัดค้านประเด็นที่จะให้อัยการมีอำนาจร่วมกลั่นกรองตรวจสอบก่อนที่พนักงานสอบสวนจะแจ้งข้อกล่าวหา ว่า พนักงานอัยการมีหน้าที่ 3 ประการ คือ 1.การสอบสวนฟ้องร้อง 2.การดำเนินคดี และ 3.การบังคับคดี โดยพนักงานอัยการประเทศไทยมีอำนาจฟ้องร้อง ไม่มีอำนาจการสอบสวน แต่ให้สอบสวนได้เฉพาะคดีที่เกิดนอกราชอาณาจักร มีอำนาจในการดำเนินคดี ไม่มีการบังคับคดี หลักปัจจุบันตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 258 (ง) ที่ระบุถึงการถ่วงดุลการสอบสวนนั้น การสอบสวนโดยพนักงานสอบสวนในคดีไม่สำคัญสามารถทำได้ แต่คดีสำคัญบางอย่างจำเป็นต้องพึ่งอัยการ อัยการควรรู้ตั้งแต่ต้นว่าควรแจ้งข้อหาใดหรือไม่ และกลั่นกรองให้รอบคอบ การให้อัยการร่วมสอบสวนคดีใหญ่นั้นเห็นด้วย ส่วนคดีกลางๆ ควรผ่านการกลั่นกรองของอัยการ
ส่วนที่มีความกังวลว่าการให้อัยการเข้ามากลั่นกรองตรวจสอบก่อนแจ้งข้อหาจะทำให้เกิดความล่าช้านั้น นายอรรถพลกล่าวว่า ที่บอกว่าล่าช้าไม่จริง อย่างการไปสอบสวนชันสูตรนั้น อัยการมีการเข้าเวรเหมือนกับตำรวจ และในทางปฏิบัติอัยการก็เดินทางไปสอบสวนร่วมกับตำรวจ ถ้าเราช่วยกันทำงานจะเกิดประสิทธิภาพและความเป็นธรรมกับประชาชน พูดง่ายๆ คือไม่อยากให้เกิดแพะ ควรมีการกำหนดว่าคดีประเภทใดที่ต้องกลั่นกรอง รับรองว่าอัยการไม่ล่าช้าแน่นอน เว้นแต่บางเรื่องในคดีสำคัญต้องร่วมสอบสวน คดีกลางๆ ก็กำหนดประเภทที่ต้องกลั่นกรอง ถ้าทำได้ดีแล้วจะร่วมสอบสวนเพิ่มขึ้นก็ได้ การสอบสวนฟ้องร้องต้องไปด้วยกัน
นายอรรถพลกล่าวด้วยว่า ในทำนองวิชาการ การสอบสวนไม่ใช่มีแต่ตำรวจอย่างเดียว อย่างขณะนี้คดีที่เกี่ยวข้องกับภาษีก็กำลังมีการเสนอแก้ไขกฎหมาย เพื่อให้เจ้าหน้าที่กรมสรรพากร กรมศุลกากร กรมสรรพสามิต เข้าไปสอบสวนได้ ตนอยากให้เข้าไปร่วมกับตำรวจในการสอบสวน ยืนยันว่าพนักงานสอบสวนเหมาะที่จะเป็นตำรวจ แต่จะเป็นฝ่ายเดียวเหมือนเดิมไม่ได้ ทั้งนี้อัยการไม่อยากได้อำนาจ แต่คิดทำเพื่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชน มีการบูรณาการที่ดี ให้อัยการได้เห็นก่อนแจ้งข้อหา เพราะการแจ้งข้อหามีผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนให้เสียไป การบังคับใช้กฎหมายต้องคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชน จึงต้องช่วยกันดู เช่นเดียวกับในทางสากลที่อัยการและพนักงานสอบสวนทำงานด้วยกัน ซึ่งตนเชื่อมั่นในตำรวจอยู่แล้ว

