นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ของเหล่าพนักงานอัยการและองค์กรอัยการ ในการที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 9 แห่งราชวงศ์จักรี ทรงให้ความสำคัญกับการศึกษา โดยสาขาหนึ่งคือ สาขานิติศาสตร์
คุณวุฒิสำคัญในการทำงานของพนักงานอัยการ
ในการนี้ มติชน สัมภาษณ์พิเศษ นายกฤษฎา บุณยสมิต อธิบดีอัยการสำนักงานวิชาการ เกี่ยวกับพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ที่ทรงมีต่อเหล่าพนักงานอัยการและองค์กรอัยการ
นายกฤษฎาระบุว่า ในเรื่องที่เกี่ยวกับพนักงานอัยการและองค์กรอัยการ ใคร่ขอเรียนถึงรากฐานในการเตรียม
บุคลากรเพื่อเข้ามาทำหน้าที่พนักงานอัยการ ผู้ที่มีคุณสมบัติในการเข้ารับราชการในตำแหน่งอัยการผู้ช่วยซึ่งเป็นตำแหน่งเริ่มแรก ต้องมีคุณสมบัติสำคัญประการหนึ่งคือคุณวุฒิทางการศึกษา เราจะเห็นได้ว่าตลอดรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 นั้น ทรงให้ความสำคัญอย่างมากต่อการศึกษา มีบัณฑิตในสาขาวิชานิติศาสตร์ซึ่งถือเป็นคุณวุฒิทางการศึกษาก้าวแรกในการเข้าสู่การประกอบวิชาชีพกฎหมาย พนักงานอัยการทุกคนต้องมีคุณวุฒิเบื้องต้นเป็นนิติศาสตรบัณฑิต
ดังนั้น พนักงานอัยการที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีทางกฎหมายจากสถาบันอุดมศึกษาในประเทศ เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ทุกคนต่างได้รับพระมหากรุณาธิคุณในการทรงชี้ทางที่ถูกต้องในการประกอบอาชีพไว้เป็นปฐมบทแล้ว คุณวุฒิทางการศึกษาที่สำคัญในประการถัดมาสำหรับผู้ที่คิดจะรับราชการเป็นผู้พิพากษาหรืออัยการ คือต้องสอบไล่ได้เป็นเนติบัณฑิต เพราะผู้ที่มีสิทธิเข้าสมัครสอบเพื่อคัดเลือกเข้ารับราชการในตำแหน่งอัยการได้นั้นจะต้องมีคุณสมบัติอีกประการหนึ่งคือ เป็นเนติบัณฑิตที่สอบไล่ได้จากสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงให้ความสำคัญอย่างมากต่อการเรียนการสอนกฎหมายของสำนักอบรมกฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา ทรงรับเป็นองค์สมาชิกกิตติมศักดิ์แห่งเนติบัณฑิตยสภา มาตั้งแต่วันที่ 26 มกราคม 2495 เสด็จพระราชดำเนินมาพระราชทานประกาศนียบัตรแก่ผู้สอบไล่ได้เป็นเนติบัณฑิตตามหลักสูตรของสํานักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภาเป็นประจำทุกปี พระบรมราโชวาทต่างๆ ในพิธีพระราชทานประกาศนียบัตรของสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภาทุกรุ่น หากผู้ใดมีโอกาสได้อ่านครบถ้วนทั้งหมดจะเห็นได้ทันทีว่า ล้วนทรงสั่งสอนเพื่อปลูกฝังจิตสำนึกและจริยธรรมที่ดีให้แก่บุคลากรผู้มีอำนาจหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรม ให้ตระหนักในการตรา การใช้กฎหมายให้เกิดความยุติธรรมอย่างแท้จริงแก่ประชาชนตลอดมา ดังตัวอย่างที่ปรากฏในพระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานประกาศนียบัตรแก่
ผู้สอบไล่ได้ตามหลักสูตรของสํานักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา ณ อาคารใหม่ สวนอัมพร เมื่อวันอังคารที่ 19 กรกฎาคม 2520 ดังความตอนหนึ่งว่า
“…ท่านทั้งหลายศึกษาวิชากฎหมายก้าวหน้ามาได้ถึงเพียงนี้ ย่อมเข้าใจได้ว่าต่างมีความตั้งใจที่จะประกอบการงานด้านกฎหมายเป็นหลักต่อไป กฎหมายไทยนั้นได้รับความเชื่อถือยกย่องทั่วไปในนานาประเทศ ว่าเป็นกฎหมายที่มีมาตรฐานสูง อํานวยความยุติธรรมและความเที่ยงตรงถูกต้องได้เป็นอย่างเยี่ยม ข้อนี้ นักกฎหมายไทยย่อมทราบ และภาคภูมิใจอยู่ด้วยกันแล้ว แต่มีข้อเท็จจริงอยู่ข้อหนึ่งว่า กฎหมายทั้งปวงจะธํารงความยุติธรรมและถูกต้อง เที่ยงตรง หรือจะธํารงความศักดิ์สิทธิ์และประสิทธิภาพเต็มเปี่ยมอยู่ได้หรือไม่เพียงไรนั้น ขึ้นอยู่กับการใช้ คือถ้าใช้ให้ได้ถูกวัตถุประสงค์หรือเจตนารมณ์ของกฎหมายนั้นๆ จริงแล้วก็จะทรงความศักดิ์สิทธิ์และประสิทธิภาพอันสมบูรณ์ไว้ได้ แต่ถ้าหากนําไปใช้ให้ผิดวัตถุประสงค์และเจตนารมณ์ โดยการพลิกแพลงบิดพลิ้วให้ผันผวนไปด้วยความหลงผิด ด้วยอคติ หรือด้วยเจตนาอันไม่สุจริตต่างๆ กฎหมายก็เสื่อมความศักดิ์สิทธิ์และประสิทธิภาพลงทันที และกลับกลายเป็นพิษเป็นภัยแก่ประชาชนอย่างใหญ่หลวง
“ผู้ที่ต้องการจะใช้กฎหมายสร้างสรรค์ความผาสุกสงบและความเป็นปึกแผ่นก้าวหน้าของประชาชนและบ้านเมือง จึงจําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรักษาวัตถุประสงค์อันจริงแท้ของกฎหมายแต่ละฉบับไว้ให้แน่วแน่เสมอไป อย่างไม่มีข้อแม้ประการใดๆ พร้อมทั้งต้องรักษาอุดมคติ จรรยา ความสุจริต และมโนธรรมของนักกฎหมายไว้โดยรอบคอบเคร่งครัด เสมอด้วยรักษาชีวิตของตนเอง กฎหมายไทยจึงจะทรงคุณค่า อันสมบูรณ์บริบูรณ์ เป็นที่เชื่อถือยกย่องอยู่โดยตลอดได้…”
นายกฤษฎากล่าวว่า พระบรมราโชวาทที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานให้ในพิธีพระราชทานประกาศนียบัตรแก่ผู้สอบไล่ได้ตามหลักสูตรของสํานักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภาในแต่ละรุ่น เปี่ยมล้นด้วยคุณค่าที่นักกฎหมายจักต้องยึดถือเพื่อใช้เป็นหลักในการประกอบวิชาชีพกฎหมายในการอำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชนทั้งสิ้น พนักงานอัยการทุกคนซึ่งต้องผ่านการสอบไล่ได้เป็นเนติบัณฑิตมาก่อนเข้ารับราชการ จึงต่างได้รับพระบรมราโชวาทในแต่ละรุ่นของตนมาเพื่อน้อมนำเป็นหลักและแนวทางที่ถูกต้องแห่งการเริ่มต้นการประกอบวิชาชีพทางกฎหมายถ้วนหน้ากัน อันเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างล้นพ้นอีกครั้งเป็นประการถัดมา และเมื่อสอบไล่ได้เป็นเนติบัณฑิตแล้ว หลายคนมุ่งสร้างคุณสมบัติอื่นๆ ให้ครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด เช่น การมีประสบการณ์ด้านวิชาชีพกฎหมาย ฯลฯ เพื่อให้มีสิทธิเข้าสอบเพื่อรับราชการในตำแหน่งอัยการผู้ช่วยต่อไป
นายกฤษฎาเผยว่า ในอดีตมีตำแหน่งหน้าที่ราชการสำคัญตำแหน่งหนึ่งที่มีหน้าที่หลายประการทำนองเดียวกับพนักงานอัยการในปัจจุบัน เรียกว่า “ยกกระบัตร” ซึ่ง ซิมง เดอ ลาลูแบร์ ราชทูตฝรั่งเศส ที่เดินทางมาเจริญสัมพันธไมตรีกับกรุงศรีอยุธยาในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้บันทึกไว้ในจดหมายเหตุลาลูแบร์ มีข้อความตอนหนึ่งกล่าวถึงยกกระบัตรว่า
“ออกพระยกบัตรเป็นทำนองอัยการแผ่นดิน มีหน้าที่สอดแนมความเคลื่อนไหวของเจ้าเมืองเป็นที่ตั้ง ตำแหน่งนี้ไม่สืบทายาทถึงบุตร ในหลวงทรงแต่งตั้งจากบุคคลที่ทรงไว้วางพระราชหฤทัย…หากคำพิพากษานั้นมีอาการว่า ไม่เป็นไปตามยุติธรรมไซร้ ก็เป็นหน้าที่ของยกกระบัตรหรืออัยการแผ่นดินจะบอกกล่าวเตือนให้ศาลทราบไว้”
ความหมายของคำว่าสอดแนมในสมัยนั้นหมายถึงการกำกับสอดส่องดูแลที่กระทำโดยเปิดเผย แตกต่างจากความหมายในปัจจุบันที่หมายถึงลอบเข้าไปสืบความ
“ตำแหน่งหน้าที่ ’ยกกระบัตร’ นี้ใช้มาตั้งแต่อยุธยาจนถึงกลางรัตนโกสินทร์ จนมีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายและการศาลครั้งใหญ่ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการตั้งกระทรวงยุติธรรมเป็นแบบสมัยใหม่ ใน ร.ศ.110 หรือ พ.ศ.2434 หลังจากนั้นอีก 2 ปี มีการตั้งกรมอัยการขึ้นโดยอยู่ในสังกัดกระทรวงยุติธรรม แต่การทำหน้าที่อัยการในหัวเมืองยังคงเรียกตำแหน่งว่ายกกระบัตร จนต่อมาใน พ.ศ.2458 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้ออก ประกาศรวมพนักงานอัยการแลเรียกชื่อยกระบัตร์ โดยกำหนดว่า ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ.2459 เป็นต้นไป ให้เปลี่ยนนามตำแหน่งยกระบัตรมณฑลและยกระบัตรเมือง ซึ่งมีหน้าที่เป็นพนักงานใหญ่ของอัยการในมณฑลและหัวเมือง และให้เรียกว่า อัยการมณฑลและอัยการเมือง รวมทั้งให้มีพนักงานอัยการไว้เป็นทนายแผ่นดินแทนรัฐบาลในศาลทั้งในกรุงเทพฯและหัวเมือง ตำแหน่งยกกระบัตรจึงเลิกไปในที่สุด จากประวัติศาสตร์ความเป็นมาจะเห็นได้ว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ทรงใช้สอยยกกระบัตรหรืออัยการเป็นส่วนหนึ่งในการอำนวยความยุติธรรมให้แก่ไพร่ฟ้าประชาชนมาแต่โบราณกาลแล้ว”
นายกฤษฎาเล่าว่า สำหรับพนักงานอัยการตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ.2553 ซึ่งเป็นกฎหมายปัจจุบัน ในการแต่งตั้งเข้าสู่ตำแหน่งต่างๆ ของพนักงานอัยการ เมื่อได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการอัยการแล้ว ต้องนําความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนั้นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวาระเริ่มแรกในการเข้ารับหน้าที่ กฎหมายกำหนดให้ก่อนเข้ารับหน้าที่ อัยการประจํากองและอัยการจังหวัดผู้ช่วยต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ด้วยถ้อยคำดังต่อไปนี้ ข้าพระพุทธเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและเที่ยงธรรมโดยปราศจากอคติทั้งปวง เพื่อให้เกิดความยุติธรรมแก่ประชาชน และความสงบสุขแห่งราชอาณาจักร ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและกฎหมายทุกประการ พนักงานอัยการทุกคนจึงล้วนเป็นผู้ได้รับพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นจากพระมหากษัตริย์ และมีหน้าที่ต้องถวายความจงรักภักดีและมุ่งมั่นในการปฏิบัติหน้าที่อัยการเพื่อประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนอย่างไม่ย่อท้อตลอดไป
นายกฤษฎาเล่าถึงความปลื้มปีติของเหล่าอัยการและองค์กรอัยการครั้งสำคัญว่า ใน พ.ศ.2549 เป็นปีแห่งความปลื้มปีติ เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภาทรงเข้ารับราชการเป็นพนักงานอัยการในสำนักงานอัยการสูงสุด ในกระบวนการเข้าสู่ตำแหน่ง พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ทรงปฏิบัติพระองค์ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดไว้ตามกฎหมายทุกประการ และต่อมาวันจันทร์ที่ 11 กรกฎาคม 2554 เป็นวันสำคัญยิ่งอีกวันหนึ่งในประวัติศาสตร์ขององค์กรอัยการ เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ นายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ อัยการสูงสุดในขณะนั้นและคณะ นำอัยการประจำกองสำนักงานอัยการสูงสุด เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ถวายสัตย์ปฏิญาณตามกฎหมายก่อนเข้ารับหน้าที่ ณ ห้องประชุมสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ
เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ชั้น 14 อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช โดยพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ทรงกล่าวนำบรรดาอัยการจังหวัดผู้ช่วยถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่
จากนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำรัสว่า “ตามที่ท่านทั้งหลายได้กล่าวคำปฏิญาณ ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญว่าจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและด้วยความตั้งใจดี ในการรักษาความยุติธรรมในฐานะอัยการนั้น ท่านต้องนึกถึงว่า จะต้องรักษาคำปฏิญาณนี้ด้วยความเคร่งครัด ซึ่งจะทำให้ท่านมีส่วนสำคัญ ในการรักษาความสงบความยุติธรรมในประเทศ เรามีความต้องการ ดังนั้นเพราะว่าประเทศชาติจะอยู่เย็นเป็นสุข ต้องรักษาความยุติธรรม ในหมู่ชน ทุกหมู่ ทุกเหล่า ถ้าท่านทำตามสัตย์ปฏิญาณนี้ด้วยความเคร่งครัด หมายความว่าท่านได้ปฏิบัติหน้าที่ของท่านในฐานะข้าราชการชั้นสูงในประเทศ และมีส่วนในการรักษาความเจริญ ความสุขของประเทศ ในประเทศที่ต้องมีความขัดแย้งอยู่บ้าง มากหรือน้อย ก็แล้วแต่สถานการณ์ มีอยู่เสมอ ไม่ใช่ไม่มี แต่ว่าถ้ามีเจ้าหน้าที่ ที่รักษาความยุติธรรม รักษาความสงบได้อย่างเคร่งครัด ก็จะทำให้ประเทศชาติอยู่ได้อยู่เย็นเป็นสุขได้ ท่านก็มีหน้าที่สำคัญ จึงต้องรักษาความในคำปฏิญาณอย่างเคร่งครัดตลอดชีวิต และท่านจะได้ชื่อว่าได้ช่วยประเทศชาติให้อยู่เย็นเป็นสุข ก็ขอให้ท่านสามารถที่จะปฏิบัติหน้าที่ ด้วยความเคร่งครัด เพื่อเป็นผู้ที่รักษาความสงบร่มเย็นของประเทศชาติ ในเวลาเดียวกันก็ขอให้ท่านสามารถปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ ด้วยความเข้มแข็ง ท่านจะได้ทำหน้าที่ และเมื่อทำหน้าที่แล้วท่านก็จะมีความสุข ความเจริญในส่วนตัวด้วย ขอให้ท่านได้สำเร็จในการปฏิบัติหน้าที่อย่างเคร่งครัดทุกคน”
นายกฤษฎาบอกด้วยว่า นอกจากนี้ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 88 พรรษา วันที่ 5 ธันวาคม 2558 ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมราชจักรีวงศ์ ประกอบกับปัจจุบันสำนักงานอัยการสูงสุดยังไม่มีพระพุทธรูปประจำสำนักงานอัยการสูงสุด คณะผู้บริหารระดับสูงจึงเห็นเป็นการสมควรที่จะจัดสร้างพระพุทธรูปประจำสำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อเป็นสิริมงคลยึดเหนี่ยวและน้อมนำจิตใจของข้าราชการฝ่ายอัยการและบุคลากรของสำนักงานอัยการสูงสุดให้อยู่ในครรลองแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย เคารพและเทิดทูนองค์พระมหากษัตริย์ รวมทั้งเป็นศูนย์รวมทางจิตใจของข้าราชการฝ่ายอัยการและบุคลากรของสำนักงานอัยการสูงสุดให้ปฏิบัติตามรอยพระยุคลบาทด้วยความสุจริตและยึดมั่นในคุณงามความดี
ในการนี้คณะกรรมการอำนวยการจัดสร้างพระพุทธรูปประจำสำนักงานอัยการสูงสุด ได้กำหนดสร้างพระพุทธรูปปางมารวิชัย สุโขทัยร่วมสมัย ขนาดหน้าตัก 99.99 เซนติเมตร สำหรับประดิษฐาน ณ สำนักงานอัยการสูงสุด อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ และขนาดหน้าตัก 9 นิ้ว สำหรับประดิษฐาน ณ อาคารสำนักงานอัยการสูงสุดในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค รวมทั้งเหรียญพระเนื้อนิกเกิลสำหรับมอบให้ข้าราชการอัยการและบุคลากรของสำนักงานอัยการสูงสุด และเพื่อเป็นการแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ โดยสำนักงานอัยการสูงสุดได้กราบอาราธนา สมเด็จพระวันรัตน (จุนท์ พฺรหฺมคุตฺโต) รักษาการแทน เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร เจ้าคณะกรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ (ธรรมยุต) ในขณะนั้น เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของสำนักงานอัยการสูงสุด จึงได้มีหนังสือขอพระราชทานนามพระพุทธรูปประจำสำนักงานอัยการสูงสุด และขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต เชิญอักษร พระปรมาภิไธย (ภ.ป.ร.) ประดิษฐานที่ผ้าทิพย์พระพุทธรูปประจำสำนักงานอัยการสูงสุด เมื่อสำนักราชเลขาธิการได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อ พระพุทธรูปประจำสำนักงานอัยการสูงสุดว่า พระพุทธอัยการมงคลโลกนาถ และพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เชิญอักษรพระปรมาภิไธย ภ.ป.ร.ประดิษฐานที่ผ้าทิพย์พระพุทธรูปประจำสำนักงานอัยการสูงสุด และพระพุทธรูปจำลอง กับให้จัดทำเหรียญพระพุทธรูปด้วย ตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2558 อันเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างล้นพ้นต่อพนักงานอัยการและองค์กรอัยการอีกครั้งหนึ่ง
“ตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบันดังกล่าวมาแล้ว พนักงานอัยการและองค์กรอัยการ ต่างสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันเป็นล้นพ้นหาที่สุดมิได้ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และจะพร้อมใจกันถวายความจงรักภักดีต่อพระองค์และสถาบันพระมหากษัตริย์ ตลอดจนน้อมนำพระบรมราโชวาทและพระราชดำรัสทั้งปวงใส่เกล้าใส่กระหม่อมเป็นหลักในการปฏิบัติหน้าที่พนักงานอัยการด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประเทศชาติและประชาชนตลอดไป” อธิบดีอัยการสำนักงานวิชาการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ที่ทรงมีต่อเหล่าพนักงานอัยการและองค์กรอัยการ

