เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม ที่ห้องประชุมจิตติ ติงศภัทิย์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(มธ.) ท่าพระจันทร์ จัดเสวนา “ปฏิรูปการประกันตัวเพื่อความเสมอภาคในสังคม” โดยมีนายบุญรอด ตันประเสริฐ ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอุทธรณ์ภาค 1, นายมุขเมธิน กลั่นนุรักษ์ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลประจำสำนักประธานศาลฎีกา, นายสุรศักดิ์ ลิขสิทธิ์วัฒนกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มธ., นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มธ. และนายเฮนนิ่ง กลาซเซอร์ ผอ.ศูนย์ความเป็นเลิศด้านนโยบายสาธารณะเเละธรรมาภิบาล เยอรมนี-อุษาคเนย์
นายบุญรอดกล่าวถึงหลักประกันว่า การปล่อยชั่วคราวไม่ใช่เรื่องศาลอย่างเดียว แต่เกี่ยวกับตำรวจด้วย ในส่วนศาลจะพิจารณา 2 ส่วน คือ ก่อนถูกฟ้องและหลังฟ้อง ถ้าไม่มีการขอประกันตัวจะถูกขัง
การขังระหว่างพิจารณาคดี สถานะจะไม่เหมือนการขังคนต้องโทษจำคุกหลังพิพากษา แต่ยังเป็นการถูกจำกัดอิสรภาพ และการถูกขังระหว่างพิจารณาคดีไม่มีกำหนดเวลา โดยหลักเป็นการขังที่ไม่จำเป็น นอกจากจะขาดอิสระแล้ว ยังเป็นภาระรัฐที่จะต้องเลี้ยงดู ทั้งนี้ ศาลไม่ได้มีหน้าที่ดูแลเฉพาะสิทธิการต่อสู้คดี แต่จะดูแลให้คดีมีความสมดุล ความเสียหาย การได้รับการเยียวยา และความมั่นคงของสังคมด้วย ปัจจุบันหลักประกันตัวยืดหยุ่นสูง อาทิ ใช้ตำแหน่งหน้าที่เป็นหลักประกัน แต่การเข้าถึงของคนต้องคดี ในคดีอาญามีผู้ขอประกันตัว หรือปล่อยตัวชั่วคราวร้อยละ 40 และร้อยละ 60 ไม่มีการขอประกันตัว เนื่องจากส่วนหนึ่งต้องการรับสารภาพ หรือไม่มีเงินยื่นประกันตัว การศึกษาจากทั่วโลกต่างเห็นตรงกันว่า เงินไม่ใช่หลักประกันว่าคนที่กำลังถูกกล่าวหาจะไม่หนี ดังนั้นจะต้องมีข้อมูลมาใช้เป็นเครื่องมือในการพิจารณาประกันตัว และโครงการประเมินความเสี่ยงและกำกับดูแลในการปล่อยตัวชั่วคราวของศาลยุติธรรมที่จัดทำขึ้นเป็นเครื่องมือที่จะช่วยเหลือคนกลุ่มนี้ได้ เพื่อไม่ให้คุกมีไว้ขังคนจน ความเป็นจริง ความอิสระของผู้พิพากษาก็มีความโดดเดี่ยว ผู้พิพากษาไม่ได้อยากจะทำอะไรก็ทำ การแก้ไขหลักเกณฑ์บางอย่างจะต้องมีการผลักดันต่อไป แต่ยืนยันศาลไม่ได้มีความคิดจะสวนหลักนิติธรรมเลย แต่บ้านเมืองเราจะใช้แนวคิดอย่าออกนอกกรอบก็เป็นเรื่องยาก ซึ่งผู้พิพากษาก็เป็นลักษณะนี้ ต้องยอมรับว่าสั่งไม่ให้ประกันง่ายกว่าการสั่งประกัน ไม่ต้องมาเสี่ยงกับเรื่องการใช้ดุลพินิจ
“ศาลมีหน้าที่รักษาสมดุล บางทีถ้าเกิดปล่อยออกมาก็มีการวิจารณ์ว่าปล่อยโจรทุกครั้งที่มีการอภัยโทษจะเป็นในแนวเชิงลบ เรามองข้ามทัศนคติไม่ได้ ยอมรับว่าศาลก็เกรงเรื่องนี้ เหมือนศาลอาญาทุจริตก็มีการฟ้องร้องผู้พิพากษากันมากมาย ทั้งที่แต่ก่อนนั้นไม่เคยมีการฟ้องร้องกันมาก่อน แต่ขออธิบายเรื่องยี่ต๊อกเราใช้สำหรับความผิดในบางประเทศเท่านั้น ในทางปฏิบัติผู้พิพากษาเรารู้กันว่าเป็นแค่แนว ถ้าไม่มียี่ต๊อกจะลักลั่นมาก ถ้ายาเสพติดเท่ากันเกิดลงโทษไม่เท่ากันก็เป็นเรื่อง แต่ยี่ต๊อกก็ไม่ได้เป็นสรณะ เป็นแค่ตัวอย่าง” นายบุญรอดกล่าว และว่า “กฎหมายบ้านเราดีสุดแล้ว จะวิเศษต้องมีรณรงค์การใช้ให้ถูก กฎหมายระบบกล่าวหากับระบบไต่สวนก็ไม่ได้แยกกันเด็ดขาด ผู้พิพากษายังมีอำนาจการแสวงหาความจริงได้ แต่แบบเรียนเราสอนเข้าใจผิดว่าแยกกัน เราต้องรู้จักที่จะใช้กฎหมาย”
นายมุขเมธินกล่าวว่า สหรัฐเคยประสบปัญหาการปล่อยชั่วคราว เป็นช่องว่างของคนมีเงิน-คนจน จนมีคำพูดว่าคนที่มีอำนาจในการปล่อยชั่วคราวจริงคือนายประกัน จนภายหลังมีการนำระบบประเมินความเสี่ยงเข้ามาใช้ และได้ผลดีจนมีการนำมาใช้ที่ศาลวอชิงตัน ดี.ซี. และพบว่าเมื่อมีการนำระบบประเมินความเสี่ยงมาใช้ ผู้ต้องหาหรือจำเลยมีอัตราการหนีไม่มาศาลน้อยลงมาก มีคนหนีไม่มาศาลเพียง 7-8% ยอมรับว่าจะยังมีอัตราที่หลบหนีอยู่ เพียงแต่ว่าน้อยลงมากกว่าที่ใช้หลักทรัพย์ ได้สนใจเลยนำมาโมเดลดังกล่าวมาพัฒนาแบบวิจัยเพื่อปรับให้เหมาะสมกับไทย ได้ปรับปรุงแบบประเมินเบื้องต้น สิ่งที่ค้นพบว่าคนที่เคยหนีมีโอกาสที่จะหนีมากกว่า และคนที่ผูกพันกับท้องถิ่นโอกาสหนีมีน้อย จะต้องนำมาพัฒนาแบบประกันความเสี่ยง ซึ่งจะสามารถพยากรณ์ได้ ถ้าชาวบ้านถูกจับเราก็จะมีการนำแบบประเมินมาสอบถามและวิเคราะห์ว่า เสี่ยงมาก เสี่ยงน้อย ตอนนี้มีการนำร่องมาแล้ว 5 ศาล จากผลการดำเนินการ ตอนนี้ซึ่งยังเป็นโครงการนำร่องอยู่ เราปล่อยคนไปได้ 700 คน พบว่ามีอัตราไม่มาศาลเพียง 5% ที่เหลือ 600 กว่าคนมาศาล ซึ่งผู้ที่ได้รับการประเมินเป็นที่ทราบกันว่าเป็นคนไม่มีเงิน แต่ที่น่าตกใจมากกว่าเราพบความจริงใน 5% ที่ไม่มาศาลเป็นชาวบ้านที่ไม่มีเงินค่าเดินทางจริงๆ ไม่ใช่หลบหนีเพราะเขาไม่มีปัญญามาศาล จนต้องประสานให้ตำรวจพามา โดยระบบประเมินความเสี่ยงนี้ขั้นทดลองใช้โทษไม่เกิน 5 ปี และขยายผลไปทุกความผิด แต่เบื้องต้นอาจยกเว้นบางคดีเช่นในคดียาเสพติด แต่ต่อไปถ้าใช้ประกอบกันกับเครื่องมือก็จะพยากรณ์ได้มากขึ้น และจะขยายผลไปทุกคดีและอัตราโทษที่สูงขึ้น ส่วนการแก้ปัญหาในเรื่องการปล่อยชั่วคราวโดยไม่พึ่งหลักทรัพย์และไม่จำเป็นต้องขังเพราะยังถือว่ายังไม่มีคำพิพากษานั้น ในกระบวนการที่เป็นอยู่บางทีอาจจะยังทำไม่ได้ทั้งหมด เป็นเพราะในความเป็นจริงวันหนึ่งฝากขัง แต่ละศาลก็หลายสิบคน ศาลก็ทำงานโดยมีหลักพิจารณา แต่ถ้าอยากให้เกิดการเปลี่ยนแปลงคนในสังคมต้องร่วมกันสนับสนุน ถ้าผู้พิพากษาจะฝ่าฟันไปเองก็เป็นเรื่องยาก
“ทุกวันนี้เราก็ฝากความหวังไว้กับเรื่องประเมินความเสี่ยงและกำไลอีเอ็ม แต่สำคัญที่สุดคือการที่ผู้พิพากษาเอาใจใส่ สืบประวัติ พิจารณาจะสำคัญที่สุด” นายมุขเมธินกล่าว
นายเฮนนิ่งกล่าวว่า ระบบเยอรมันจะต่างจากอเมริกา กับไทย ขังโดยระหว่างพิจารณาจะไม่ให้มีการขังก่อน จะยกเว้น 3 กรณี คือ 1.กรณีที่มีข้อสงสัยอย่างหนักแน่น ต่างจากบ้านเราที่ขังง่ายๆ 2.กรณีที่จะหนีหรือยุ่งเหยิงหลักฐาน 3.อาชญากรรมร้ายแรง แต่ถ้าไม่เข้ากรณีก็จะใช้การให้มารายงานตัวแทนการขัง โดยที่เยอรมันจะไม่มีการเรียกเงินที่ปล่อย ยกเว้นบางกรณีถ้าหากต้องมีการวางหลักประกันจริงๆ เราจะต้องดูสัดส่วนว่าคดีสร้างความเสียหายแก่รัฐหรือไม่ และหลักประกันที่เรียกจะเหมาะสมกับฐานะของจำเลยหรือไม่ด้วย
นายสุรศักดิ์กล่าวว่า ทุกวันนี้เรามียี่ต๊อกสำหรับการประกันตัว หลักการคือเราขังคนที่ยังไม่มีคำพิพากษาเพราะเชื่อว่าจะลงโทษเขาได้ ตัวเลขปริมาณผู้ต้องขังที่อยู่ในเรือนจำล้น เราก็แก้ได้แต่เพียงออกพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษ อย่างตัวอย่างนักโทษ 6 หมื่นคน เป็นคดียาเสพติด 4 หมื่นคน การตั้งข้อหาจะไปผูกโยงกับฐานความผิด คนจนจะติดคุก การขังระหว่างพิจารณาก่อให้เกิดธุรกิจนายประกันและกองทุนประกันเสรีภาพ จะเห็นว่าเมื่อเกิดปัญหาเหล่านี้ไม่ได้ช่วยอะไรเลยนอกจากธุรกิจพวกนี้เท่านั้น เราต้องดูว่าจะมีการหลีกเลี่ยงเอาคนเข้าคุกได้หรือไม่ เรามีความเชื่อว่ามีเงินแล้วปล่อย แต่ก็เคยมีการไล่ออกผู้พิพากษาที่สีเทาๆ ในความเป็นจริงเรามียี่ต๊อก ทั้งอัยการและพนักงานสอบสวนต่างก็นำไปใช้ ทั้งที่ยี่ต๊อกมาจากการตั้งข้อหา ซึ่งในการจับกุมก็มีการตั้งข้อหา และส่วนมากก็จะตั้งข้อหาหนักไว้ก่อน บางทีสิ่งเหล่านี้มันจะเป็นมาตรฐานไม่ได้ ยกตัวอย่างคดีลักทรัพย์กับทำร้ายร่างกาย ซึ่งคดีลักทรัพย์กลับมีอัตราโทษที่สูงกว่าทำร้ายร่างกายอีก ตนไม่ค่อยเชื่อเรื่องการเปลี่ยนกฎหมายอีกจะแก้ไขได้กฎหมายเราดูดี แต่ต้องปฏิรูปผู้บังคับใช้กฎหมาย จะทำอย่างไรให้เป็นสากล การเปลี่ยนกฎหมายอาจจะเปลี่ยนการปฏิบัติได้บางเรื่องเท่านั้น
“อย่างคดีเชอรี่แอน ดันแคน บางคนกว่าจะได้ออก จนศาลฎีกายกฟ้อง บางคนก็ตายไปเเล้ว บางทีเขาไม่ได้ทำผิด เราไปขังเขาไว้ก่อน นำเขาเข้าสู่วงจรอุบาทว์ ในเรื่องบางเรื่องเราแก้ปลายเหตุ ทำไมเราไม่ทำให้ครบวงจร ที่คดีเล็กน้อยที่ตำรวจจะไกล่เกลี่ยได้ แต่กฎหมายที่ว่าไกล่เกลี่ยได้ในความผิดส่วนตัว หรือการชะลอการฟ้อง ในรูปแบบที่เหมาะสมจะแก้ปัญหาคนล้นคุกเรือนจำได้” ศ.ดร.สมศักดิ์กล่าว และว่า “ผู้ต้องหาคนหนึ่งโดนข้อหาเผาจวนผู้ว่าราชการจังหวัด เงินประกัน 1 ล้าน เจ็บป่วยเส้นเลือดสมองแตก โดนล่ามในโรงพยาบาล ขอประกันก็ไม่ได้ประกัน ตัวทนายก็ไม่แจ้งเรื่องเจ็บป่วย จนสื่อมาลงว่าเจ็บป่วยถึงได้ปล่อย คนก็คิดไปกันก่อนแล้วว่าศาลใจไม้ไส้ระกำ ดังนั้นเชื่อว่าศาลก็มีแนวคิดที่อยากจะเปลี่ยนแปลง บางทีจุดเล็กๆ ที่เรามองไม่เห็น”

นายปริญญากล่าวว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 29 บัญญัติไว้ว่า ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาไม่ใช่ผู้กระทำความผิดจนกว่าจะมีคำพิพากษาของศาล แต่ปัจจุบันเราปฏิบัติเหมือนผู้ต้องหาเป็นนักโทษตามคำพิพากษา เคยมีนักศึกษานิติศาสตร์ธรรมศาสตร์ถูกจับเพราะวิจารณ์คนมีอำนาจ โดยโดนเอาตรวนล่ามเท้า ไปแย้งราชทัณฑ์บอกกลับ บอกไม่ใช่ตรวนเป็นกุญแจเท้า ในเรื่องการปล่อยชั่วคราวที่ผ่านมาก็เป็นที่ประจักษ์ เงินไม่ใช่ปัจจัยที่ไม่ให้คนหลบหนีได้เลย ทั้งที่รัฐธรรมนูญให้สิทธิความเป็นอิสระก่อนที่จะมีคำพิพากษา ฉะนั้นสิทธิในการลงโทษเราอยู่ที่การใช้ดุลพินิจการทำคำพิพากษาของศาล แต่กลายเป็นว่ากลับมีการระบุหลักประกันเป็นอัตราว่าโทษจำคุกเท่านี้ต้องใช้เงินประกันเท่าไหร่ต่อโทษจำคุก 1 ปี จึงเป็นคำถามว่าในประเทศไทยต้องมีเงิน 6 แสนบาทหรือ 8 แสนซื้ออิสระจากโทษจำคุกในคดีที่มีอัตราโทษสูงเป็นหลักสิบปีได้ ทั้งที่ก็มีหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าเงินไม่สามารถทำให้ไม่ให้คนหลบหนีได้ ถึงเวลาหรือยังที่จะเลิกใช้เงินเพื่อป้องกันการหลบหนีอย่างเดียว ทุกวันนี้คนถูกควบคุมตัวไม่ใช่เพราะเขาถูกยืนยันว่ามีความผิด แต่ที่ไม่ได้ประกันตัวเพราะไม่มีเงินประกันตัว ในเรื่องนี้ประเทศสหรัฐเคยมีปัญหาแบบเรา แต่เขาเคยประมวลและแก้ได้แล้ว อย่างไทยนั้นรัฐธรรมนูญวางหลักไว้ดีแล้ว แต่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญายังต้องแก้เพราะมีคำว่าปล่อยตัวชั่วคราว ทำให้คิดตามคำว่าการปล่อยตัวคือชั่วคราว แต่หลักคือการขังในรัฐธรรมนูญที่หลักการว่าบุคคลเป็นผู้มีความบริสุทธิ์ จึงจะเห็นได้ว่าตรงนี้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาตรงเรื่องการที่ให้ปล่อยชั่วคราวในอดีตที่มีมาก่อนรัฐธรรมนูญประกาศใช้ นั้นไม่ได้มีการปรับใช้ให้เหมาะสมกับรัฐธรรมนูญในปัจจุบันที่เป็นกฎหมายหลัก ทุกวันนี้เราใช้หลักจับตัวมาเพราะเชื่อว่าผิด แต่จะปล่อยตัวได้ก็เพียงเพราะเชื่อว่าปล่อยไปแล้วผู้ต้องหาจะไม่หลบหนีและจะมาศาล อย่างในเรื่องการปล่อยชั่วคราวผู้พิพากษาจำนวนมากยังไม่ทราบทั้งหมดเกี่ยวกับเรื่องการใช้ดุลพินิจการปล่อยชั่วคราว หรือบางทีทราบแต่ก็ไม่กล้าใช้ ทั้งที่ผู้พิพากษานั้นยังสามารถใช้ดุลพินิจปล่อยชั่วคราว โดยไม่ต้องมีหลักประกัน
ตอนนี้มีผู้ต้องหาหรือจำเลย 63,000 กว่าคนที่ถูกขังเพราะยังไม่มีเงินทั้งที่รัฐธรรมนูญบอกให้สันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ เรื่องที่ทำได้ทันทีคือขอเชิญชวนผู้พิพากษาที่จะใช้ดุลพินิจหรือการประเมินอื่นมากกว่าเรื่องเงิน อย่างถ้าในความเสี่ยงสูงก็อาจจะทำแบบเดิม ถ้าความเสี่ยงปานกลางอาจกำหนดพื้นที่หรือใช้กำไลข้อเท้า หรือถ้าเสี่ยงน้อยมากก็ควรสามารถให้ปล่อยชั่วคราวได้เลย อย่างในข้อบังคับของประธานศาลฎีกาจะระบุให้ใช้ดุลพินิจได้โดยไม่ต้องมีหลักประกันก็ตาม แต่ก็ยังต้องเขียนไว้ข้างหลังว่าจะต้องมีเหตุผลที่การปล่อยชั่วคราวโดยไม่มีหลักประกัน หรือประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ในเรื่องการเอาคนมาขังก็ควรต้องนำสืบให้ชัดว่าบุคคลดังกล่าวหนีแน่นอนหรือมีข้อแม้อื่น เราต้องใช้การปล่อยตัวเป็นเรื่องหลัก ขังเป็นยกเว้น แต่ทุกวันนี้กลับกัน ใช้เรื่องขังเป็นเรื่องหลัก เรื่องปล่อยตัวเป็นยกเว้น การที่จะแก้ไขปัญหาได้สังคมต้องสนับสนุน อยากให้มีการปฏิรูปไปถึงหลักเกณฑ์ ในการปฏิรูปกระบวนยุติธรรมถ้าจะมีการปฏิรูปไม่มีเรื่องไหนที่จะอยุติธรรมเท่ากับเรื่องนี้ จึงอยากขอรณรงค์ในแคมเปญ “ต้องไม่มีใครติดคุกเพราะจน” ผ่านช่องทาง Change.org/BailReform โดยตั้งเป้าไว้ 66,000 รายชื่อ นับเป็น 1 ชื่อต่อผู้ต้องขัง 1 คนในตอนนี้ที่ถูกขังเพราะไม่มีเงินประกัน โดยที่ยังไม่มีคำพิพากษาว่ากระทำความผิด โดยตอนนี้แคมเปญดังกล่าวมีผู้เข้าชื่อ 10,410 คน และหลังจากครบแล้วจะนำรายชื่อพร้อมหลักการเนื้อหายื่นต่อคณะกรรมการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม
“คุกอเมริกา 700 ต่อประชาชน 1 แสน ของเรา 400 ต่อประชากร 1 แสน อันดับคุกล้น 14 ของโลก แต่การแก้ปัญหาคือให้เป็นนักโทษชั้นดีสั่งจำคุก 10 ปี ติดจริง 5 ปี ซึ่งไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ถูกจุดหรือพิสูจน์ได้ว่าผู้ต้องขังเหล่านั้นได้รับการอบรมนิสัยหรือวิชาชีพจนเป็นคนดี ถ้าใช้หลักประกันเป็นเงิน ต้องตั้งคำถามว่าตามความเคยชินอย่างที่เราทำมา ก็จะเกิดปัญหาคุกล้นอีก เรารู้ตลอดว่าคุกล้นเป็นปัญหาความเหลื่อมล้ำ เป็นปัญหาของคนจน” นายปริญญากล่าว และว่า การกล่าวหาจะให้แรงแค่ไหนก็ได้ และสิ่งนั้นก็จะโยงมาในเรื่องความร้ายแรงของหลักประกัน เราจะบอกว่าคนอื่นก็ทำและเราจะเป็นแบบนี้ไม่ได้ เราต้องเปลี่ยนแปลง ตนขอชื่นชมทางศาลยุติธรรมก็มีการนำร่องในเรื่องหลักเกณฑ์ประเมินความเสี่ยงนอกเหนือจากหลักประกันที่เป็นเงิน อย่างเรื่องยี่ต๊อก กฎหมายให้ดุลพินิจผู้พิพากษา แต่เมื่อมียี่ต๊อกมาทำลายหลักการตรงนี้เลยดูเหมือนจะดี แต่เป็นปัญหามาก พอมียี่ต๊อกศาลไม่กล้ากำหนดโทษต่างจากในยี่ต๊อก

