ฝากขังแก๊งอ้างเจ้ามอญ ฉ้อโกงนักธุรกิจลงทุนในพม่า 1ใน6ผู้ต้องหายื่นประกัน สุดท้ายชวด ส่งนอนเรือนจำ

12.10.17 | 18:29 น.

เมื่อเวลา 14.00น.วันที่12ตุลาคม ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก น.ส.ผสมศรี อนุวัตรนิติการ พนักงานสอบสวนคดีพิเศษชำนาญการ พร้อมเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)นำตัวนางสุภัตทา จันทรรังษี อายุ 68 ปี นายวิชัย พริ้งจำรัส หรือเจ้าเทพประสันติ มหาทุน อายุ 62 ปี นายธนจักษ์ หรือสุพิช กมล อายุ 55 ปี น.ส.ปิยะวรรณ หรือพรพนา อุดหนุน อายุ 52 ปี นายปริชาติ เพ็งผ่าน อายุ 43 ปี และนางชลัยภัสร์ โพธิอัครานนท์ อายุ 62 ปี ผู้ต้องหาที่1-6 คดีฉ้อโกงประชาชน เข้าฝากขังครั้งแรกต่อศาลเป็นเวลา12วัน โดยผู้ต้องหาทั้งหมดให้การปฏิเสธ

คำร้องฝากขังสรุปว่า วันที่ 10 มกราคม 2559 ถึงวันที่ 4 ตุลาคม 2560 เวลากลางวันและกลางคืน นางสุภัตทา ผู้ต้องหาที่ 1 เป็นกรรมการ บริษัท ฮัจยี กรุ๊ป จำกัด และนาย กอว มินต์ อูหรือ เจ้าเทพโยทิน มหาทุน นายวิชัย นายธนจักษ์ น.ส.ปิยะวรรณ และนางชลัยภัสร์ ผู้ต้องหากับพวกที่ยังหลบหนี แบ่งหน้าที่กันทำและเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ ในเรื่องการเป็นกษัตริย์แห่งรัฐมอญของเจ้าเทพโยทิน มหาทุน และมีบุตรบุญธรรมชื่อเจ้าเทพประสันติ มหาทุน แอบอ้างเป็นรัชทายาทรัฐมอญ รวมทั้งสร้างเรื่องเท็จว่า มีการร่วมกิจการไทย-มอญ ระหว่างบริษัท ฮัจยี กรุ๊ป จำกัด กับ บริษัท ทิ พยู ไพล์ จำกัด ของนายกอว มินต์ อู ว่ากิจการดังกล่าวได้รับอนุมัติโครงการขนาดใหญ่จากรัฐบาลพม่า จำนวน 78 โครงการ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับตนและพวก นำไปใช้หลอกลวงนักธุรกิจและ ประชาชนทั่วไป ให้หลงเชื่อจนสูญเสียเงินในการเข้าร่วมลงทุนจำนวนมาก โดยนำข้อมูลเท็จดังกล่าวเข้าสู่เพจเฟซบุ๊กและไลน์กลุ่ม ชื่อ “สามัคคี คือพลัง” ที่สร้างขึ้น

รวมทั้งนำข้อมูลเท็จเผยแพร่ลงในสื่อออนไลน์ของหนังสือพิมพ์สยามโฟกัสไทม์ ที่มีนายโกสินธ์ จินาอ่อน เป็นบรรณาธิการบริหาร และมีนางสุภัตทา และเจ้าเทพโยทินมหาทุน ทำหน้าที่สร้างข้อมูลเท็จให้มีความน่าเชื่อถือ มีการดำเนินกิจกรรมต่างๆให้ประชาชนทั่วไปเชื่อถือ ว่า นายกอว มินต์ อู เป็นกษัตริย์รัฐมอญจริง ทั้งการแสดงออกด้วยการเคารพ แบบย่อเข่า หรือ ถอนสายบัว และมีการแอบอ้างใช้ชื่อแทนตัวเองว่าเจ้าเทพโยทินมหาทุน นอกจากนี้ยังได้นำนักธุรกิจไปดูพื้นที่ อ้างว่าเป็นโครงการที่ได้รับอนุมัติจากพม่า เพื่อเรียกเก็บเงินค่าดำเนินการจากนักธุรกิจ รวมทั้งมีการจัดแถลงข่าวให้ข้อมูลเท็จต่อสื่อมวลชน โดยโครงการก่อสร้างต่างๆ ไม่มีอยู่จริง

และผู้ต้องหามีการกล่าวอ้างถึงเอกสารที่มีตราสีทองประทับอยู่โดยบอกว่าเป็นตราอนุญาตโครงการจากรัฐบาลกลางพม่า ซึ่งพยานหลายรายยืนยันว่าเอกสารดังกล่าวไม่เป็นความจริง เป็นเพียงเครื่องหมายของสำนักงานกฎหมายอินเตอร์ของประเทศพม่าเท่านั้น การกระทำดังกล่าวของผู้ต้องหากับพวกทำให้ได้รับเงินสดและทรัพย์สินจากผู้เสียหายหลายรายนับร้อยล้านบาท หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจบก.ป. จับกุมผู้ต้องหาและแจ้งข้อกล่าวหาฐานร่วมกันทุจริตหรือหลอกลวง โดยนำข้อมูลเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ โดยน่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน อันมิใช้การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา และร่วมกันเผยแพร่ข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือส่งต่อ โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลอันเป็นเท็จตามพ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา14 (1) (5) และข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 343,341 ประกอบมาตรา 83 ,91 เหตุเกิด ทั่วราชอาณาจักรไทยและนอกราชอาณาจักรไทย

Advertisement

ท้ายคำร้องพนักงานสอบสวนระบุว่า ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาจะครบ48ชั่วโมงแล้ว แต่การสอบสวนยังไม่เสร็จ จะต้องสอบปากคำพยานเพื่อขยายผลเครือข่ายอีก 20 ปาก และผู้เสียหายอีก 10 ปาก รวมทั้งรอผลตรวจสอบข้อมูลการเงินและแหล่งที่มาของเงินฝาก ผลตรวจประวัติจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) รอผลพิสูจน์หลักฐานและอื่นๆ จึงขออำนาจศาลฝากขังเป็นเวลา12 วัน ตั้งแต่วันที่ 6-17 ตุลาคม พร้อมขอคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากผู้ต้องหามีเจตนาเดินทางออกต่างประเทศ เกรงว่าจะหลบหนี และกระทำความผิดมีลักษณะเป็นขบวนการ เป็นเครือข่ายมีการติดต่อกับบุคคลในต่างประเทศที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ เชื่อว่าจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน และก่อให้เกิดความเสียหายต่อการสอบสวน ประกอบกับคดีมีอัตราโทษสูงจำคุกถึง5 ปี และมูลค่าความเสียหายนับ100ล้านบาท ศาลพิจารณาแล้วอนุญาตให้ฝากขังได้

ต่อมาญาติของนายปริชาติ ผู้ต้องหาที่ 5 ได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์จำนวน 2 แสนบาท ขอปล่อยชั่วคราว อย่างไรก็ตามศาลพิเคราะห์แล้วคดีนี้ผู้ต้องหาคือ นายปริชาติ ถูกกล่าวหาว่าร่วมกันหลอกลวงประชาชน มูลค่าความเสียหายนับ100ล้านบาท หากผู้ต้องหาจะยื่นข้อประกันตัวจะต้องนำหลักทรัพย์ไม่ต่ำกว่า1.5ล้านบาท มาเสนอต่อศาล ในชั้นนี้จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหา ให้ยกคำร้อง

ต่อมาเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้นำตัวผู้ต้องหาชายหญิงทั้งหมด ไปควบคุมไว้ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯและทัณฑสถานหญิงกลางต่อไป