ดีเอสไอจับมือ ยธ.ไต้หวัน ทลายเครือข่าย ‘แก๊งคอลเซ็นเตอร์’ข้ามชาติ บุกรังรวบ 18 คนไทย

18.10.17 | 12:53 น.

เมื่อเวลา10.00 น. วันที่18 ตุลาคม ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ รักศักดิ์สกุล รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ นายมานพ ศรวิบูลย์ศักดิ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด พร้อมสำนักงานสืบสวน สอบสวน กระทรวงยุติธรรมไต้หวัน หรือ MJIB ร่วมแถลงจับกุมแก๊งค์คอลเซนตอร์รายใหญ่ ที่มีคนไทยและคนไต้หวันร่วมกระทำความผิดโดยมีผู้หลงเชื่อและตกเป็นเหยื่อร่วม 100 ราย เป็นเงินกว่า 200 ล้านบาท

พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ กล่าวว่า ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน2559 ถึงปัจจุบันมีประชาชนร้องเรียนว่ามีคนโทรศัพท์แอบอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่จากบริษัทไปรษณีย์ไทย ดีเอสไอ ตำรวจสืบสวนตำรวจภาค 1 – ภาค 9 สำนักงานป้องกันและปราบปราม การฟอกเงิน (ปปง.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) และธนาคารแห่งประเทศไทย โดยมีพฤติกรรมเป็นแก๊งค์คอลเซ็นเตอร์หลอกให้เหยื่อโอนเงินเข้าบัญชีเครือข่าย ได้รัยความเสียหายจำนวนมาก

พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ ยังกล่าวด้วย ทางการสืบสวนพบว่า เครือข่ายดังกล่าวตั้งฐานการดำเนินงานคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงอยู่ ที่ไต้หวัน โดยคนต่างชาติร่วมมือกับคนไทย นำเทคโนโลยีชั้นสูงมาใช้ในการโทรศัพท์ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต หรือ VoIP (Voice Over Internet Protocol) เพื่อให้เกิดความซับซ้อนยากแก่การติดตาม มีการแสดงหมายเลขโทรศัพท์ ในขณะรับสายเป็นเบอร์โทรของหน่วยงานรัฐ เช่น ดีเอสไอ บริษัทไปรษณีย์ไทย หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ เพื่อสร้าง ความน่าเชื่อถือ จากนั้นจะมีการพูดจาโน้มน้าว กดดัน จนเหยื่อหลงเชื่อโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของเครือข่าย หรือบัญชีรับจ้างที่เรียกว่า “บัญชีม้า” ในเวลาเดียวกันนั้น ก็จะมีชาวต่างชาติ ที่แฝงตัวมาในฐานะนักท่องเที่ยว ทำการกดเงินออกโดยทันที ที่ผ่านมาจับกุมผู้กระทำผิดได้แต่เพียงผู้เปิดบัญชีรับจ้าง ผู้ถอนเงิน และผู้ช่วยเหลือ สนับสนุนรายเล็ก ๆ ซึ่งมีทั้งคนไทยและคนต่างชาติ

พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ กล่าวอีกว่า ในขณะเดียวกันทีมสืบสวนได้เฝ้าติดตามดูพฤติกรรมกลุ่มคนไทยผู้ต้องสงสัย ซึ่งมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับคนไต้หวัน และมีข้อมูลการเดินทางไปต่างประเทศหลายครั้ง จนมีฐานะร่ำรวยผิดสังเกต โดยพบเบาะแสว่าจะเดินทางไปยังไต้หวัน ช่วงระหว่างวันที่ 20 – 25 กันยายน 2560 ทีมสืบสวนจึงได้ประสานแลกเปลี่ยนข้อมูลกับ MJIB ไต้หวัน เฝ้าติดตามพฤติกรรมและหาพยานหลักฐานอย่างต่อเนื่องจนพบพยานหลักฐานสำคัญเป็นบทพูดภาษาไทยที่ใช้ ในการหลอกลวงเหยื่อ และคนไทยกลุ่มนี้อยู่ในความคุ้มครองดูแลของคนไต้หวันที่มีประวัติต้องโทษเกี่ยวกับคดีฉ้อโกงและลักทรัพย์ ดีเอสไอ จึงได้ประสานงานความร่วมมือกับ MJIB ส่งข้อมูลพยานหลักฐานเพื่อเข้าตรวจค้น เป้าหมายพร้อมกัน เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2560 เวลา 11.00 น. โดยพ.ต.ท.  ธวัชชัย ศรีวรกุล ผู้อำนวยการส่วนคดีเทคโนโลยี 2 ได้นำกำลังร่วมกับพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลปทุมวัน เข้าตรวจค้น บริษัท พี เอ็ม เอ็น จำกัด ซึ่งตั้งอยู่ อาคารทศพลแลนด์ 4 เขตบางนา กรุงเทพมหานคร เพื่อเก็บพยานหลักฐาน ในติดต่อสื่อสาร VoIP ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต พบข้อมูลการจราจรทางคอมพิวเตอร์ ของเครือข่ายผู้กระทำผิด มีการเชื่อมโยงจากเครือข่ายจดทะเบียนทั้งใน ฮ่องกง อังกฤษ และสหรัฐอเมริกา

Advertisement

<
พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ กล่าวด้วยว่า ในขณะเดียวกัน MJIB ได้เข้าทำการตรวจค้นที่ทำการของกลุ่มเป้าหมาย ณ เมืองไทจง (Taichung) และเมืองเหมี่ยวลี่ (Miaoli) พบพยานหลักฐานเป็นเอกสารบทพูดที่ใช้ในการหลอกลวงเหยื่อ คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ การสื่อสาร ที่แสดงได้ว่าร่วมกันกระทำผิดในลักษณะของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ตรวจค้นและจับกุมคนไทย จำนวน 18 คน และคนไต้หวัน จำนวน 7 คน ซึ่งคนไทยที่ถูกจับกุม 2 คน คือ นางธัญวรรณ วงษ์ภักดี และนายณัฐสิทธิ์ สามตะคุ เป็นผู้ต้องหาตามหมายจับคดีคอลเซ็นเตอร์ ที่เป็นความร่วมมือของทีมสืบสวน กองคดีเทคโนโลยีและสารเทศ และพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ทำหน้าที่เป็นผู้จัดหาบัญชีธนาคารที่รับโอนเงิน จากผู้เสียหาย มีการชักชวนคนไทยไปทำงานรับโทรศัพท์ที่ไต้หวัน โดยได้รับค่าตอบแทนมากกว่า 100,000 บาทต่อเดือน

พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ กล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ตามดีเอสไอ ได้มอบหมายให้กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศเฝ้าติดตามพฤติการณ์หลอกลวงอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งย้ำเตือนพี่น้องประชาชน อย่าหลงเชื่อโทรศัพท์อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐ ที่พูดจาโน้มน้าวให้กระทำ อย่างใดอย่างหนึ่ง และย้ำเตือนว่าหน่วยงานธนาคารแห่งประเทศไทย หรือสถาบันการเงินไม่มีการสั่งทางโทรศัพท์ ให้โอนเงินเพื่อปิดบัญชี หากมีการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ ให้สอบถามได้ที่ Call Center กรมสอบสวนคดีพิเศษ โทร. 1202 อย่าเข้าไปมีส่วนร่วมกับผู้กระทำผิด เพื่อหวังค่าจ้างเพียงเล็กน้อย โดยไปเปิดบัญชีเงินฝาก พร้อมมอบบัตรเอทีเอ็มให้กับคนอื่นใช้บัญชีเพราะเขาอาจใช้เป็นบัญชีรับโอนเงินจากการกระทำผิด ซึ่งเจ้าของบัญชีจะต้องถูกดำเนินคดีว่ามีส่วนร่วมกระทำผิด อย่าไปร่วมมือกับชาวต่างชาติไปทำการหลอกลวง แม้จะมีการเดินทางไปต่างประเทศและ มีรายได้ แต่ผู้เดือดร้อนที่ตกเป็นเหยื่อเป็นผู้บริสุทธิ์ต้องสูญเงินที่เก็บไว้ใช้ยามบั้นปลายของชีวิต ทั้งนี้ MJIB มีข้อห่วงใยสำหรับคนไทยที่จะเข้าไปทำงานในไต้หวันโดยผิดกฎหมายว่า การกระทำความผิดในไต้หวันไม่ใช่เรื่องที่กระทำได้ง่าย และหากตรวจพบจะต้องถูกดำเนินการทางคดีทุกคน