เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม พล.ต.อ.ชัยยะ ศิริอำพันธ์กุล ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) และอดีตเลขาธิการ ปปง. กล่าวถึงกรณีนายสังศิต พิริยะรังสรรค์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ให้สัมภาษณ์ กรณีทัวร์ศูนย์เหรียญของบริษัทโอเอว่า เป็นการให้สัมภาษณ์ที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง และอาจเกิดความเสียหายกับสำนักงาน ปปง. และทำให้ประชาชนเกิดความสับสนได้ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องสร้างความเข้าใจให้กับประชาชน ดังนี้
1.ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาปปง. ดำเนินการและประสานงานกับทุกหน่วยงานเกี่ยวข้องกับคดีต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องและใกล้ชิด ภายใต้กรอบของกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และมีขั้นตอนการดำเนินการที่ชัดเจนถูกต้องตามกฎหมาย
2.กรณี “ ทัวร์ศูนย์เหรียญ” ของบริษัทโอเอ ถูกจับกุมในข้อหามีการกระทำอันเป็นอั้งยี่นั้น ในส่วนปปง. ไม่ได้เป็นหน่วยงานที่ตั้งข้อหาอั้งยี่ แต่ได้มีการดำเนินการกับทรัพย์สินตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามฟอกเงิน ซึ่งเรื่องนี้ได้มีการส่งสำนวนให้พนักงานอัยการและขณะนี้พนักงานอัยการได้มีความเห็นควรสั่งฟ้องและคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลแล้ว
3.สำหรับคำพิพากษาในทางอาญา แม้ศาลจะพิพากษายกฟ้องในข้อหาอั้งยี่ก็ตาม แต่ไม่มีผลผูกพันกับการดำเนินการในทางแพ่งตามกฎหมายฟอกเงินที่อยู่ในอำนาจของสำนักงาน ปปง. บุคคลผู้ที่ถูกยึดอายัดทรัพย์สินต้องเป็นผู้พิสูจน์ว่าทรัพย์สินนั้นได้มาจากการกระทำความผิดหรือไม่ และหากคดีในส่วนแพ่งมีพยานหลักฐานเพียงพอศาลอาจมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินก็ได้
พล.ต.อ.ชัยยะ กล่าวว่า ขอให้ประชาชนมั่นใจว่าสำนักงาน ปปง. ปฏิบัติงานภายใต้กรอบกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินอย่างเคร่งครัด ไม่อยู่ภายใต้อิทธิพลใด ๆ ทั้งสิ้น และดำเนินการตามกฎหมายอย่างรอบคอบรัดกุม เพื่อมิให้กระทบสิทธิผู้สุจริต บนพื้นฐานของความยุติธรรม เพื่อประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเป็นสำคัญต่อไป ตามปรัชญาในการทำงานที่ว่า “ทรัพย์สินใดเป็นของแผ่นดิน ทรัพย์สินนั้นต้องกลับคืนแผ่นดินโดยไม่มีเงื่อนไข ด้วยกฎหมายฟอกเงิน” จึงฝากถึงบุคคลที่ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนว่า ควรพึงระมัดระวังในการให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนซึ่งอาจกระทบต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และทำให้ประชาชนเกิดความสับสนได้


