จากกรณีสำนักงานประกันสังคม (สปส.) เตรียมขยายเพดานฐานเงินเดือนในการเก็บเงินสมทบจากฐาน 15,000 บาท เป็น 20,000 บาท ทำให้ต้องจ่ายเงินสมทบสูงสุดที่ 1,000 บาท ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ออกมาระบุว่าจะยังไม่มีการเก็บเพิ่ม เพราะต้องทำความเข้าใจ
เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม นายสมพร ขวัญเนตร รองประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) กล่าวว่า แม้นายกรัฐมนตรีจะบอกว่า ยังไม่มีการเก็บเพิ่มเงินสมทบประกันสังคม เนื่องจากกระแสสังคมยังไม่เห็นด้วย แต่การปรับแก้กฎหมายก็ยังดำเนินการอยู่ ก็ต้องจับตาดูว่า สำนักงานประกันสังคม( สปส.) จะรอจังหวะในการเสนอกฎหมายเมื่อใด ทั้งนี้ การขยายอายุกองทุนประกันสังคม โดยวิธีหนึ่งคือการปรับเพิ่มเงินสมทบไม่ใช่ทางออก และยังเป็นการผลักภาระให้ผู้ประกันตนและนายจ้างด้วย ทั้งที่โครงสร้างทางการเงินนั้นมีปัญหามาจากการแก้กฎหมายให้รัฐบาลจ่ายเงินสมทบน้อยลงจากร้อยละ 5 เป็นร้อยละ 2.75 และรัฐบาลยังค้างจ่ายอยู่อีกกว่า 5.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งตรงนี้ต้องแก้ไข ดังนั้น การจะปฏิรูปกองทุนประกันสังคม เพื่อความเป็นธรรม ก่อนอื่นต้องปรับให้นายจ้าง ลูกจ้าง และรัฐบาลจ่ายเงินสมทบเท่ากันก่อน และรัฐบาลต้องจ่ายเงินในส่วนที่ยังค้างอยู่ จากนั้นค่อยมาพิจารณาว่า กองทุนจะอยู่ได้นานอีกกี่ปี แล้วจะมาปรับเพิ่มก็ย่อมได้
“รัฐบาลต้องจ่ายเงินส่วนที่ค้างกองทุนก่อน และช่วยสมทบ 5% เท่าเทียมกัน และหากเงินกองทุนบำนาญชราภาพไม่เพียงพอ ทาง คสรท.ก็ยินดีที่จะเป็นตัวกลางในการทำความเข้าใจกับลูกจ้าง ผู้ใช้แรงงานทั่วประเทศ ว่าจะต้องมีการปรับเก็บเงินสมทบเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ การที่บอกว่าปรับเพิ่มเงินสมทบแล้วได้สิทธิประโยชน์เพิ่มก็ไม่ชัดเจน เพราะไม่แน่ชัดว่าจะแบ่งอย่างไร และแม้ว่าจะปรับฐานเงินเดือนเป็น 20,000 บาท ก็ใช่ว่าจะทำอะไรได้มากในการที่จะได้เงินออมบำนาญเพิ่มขึ้่น จึงมองว่าต้องมีการปรับวิธีคำนวณเงินออมใหม่เพื่อให้ผู้ประกันตนได้เงินบำนาญชราภาพเพิ่มขึ้นในวัยเกษียณ เพื่อให้พวกเราสามารถอยู่ได้ในยามชรา” นายสมพร กล่าว
ด้าน นายมนัส โกศล ประธานเครือข่ายประกันสังคมคนทำงาน(คปค.) กล่าวว่า สำนักงานประกันสังคม(สปส.) ต้องมีการปฏิรูปอย่างแท้จริง โดยเฉพาะเรื่องกองทุนบำนาญชราภาพ จึงเรียกร้องให้มีการตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประกันสังคมขึ้นเพื่อศึกษาในภาพรวมอย่างแท้จริง ขณะเดียวกันอีกทางหนึ่งที่สำคัญคือ คณะกรรมการประกันสังคม(สปส.) จะหมดวาระลงในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2560 ซึ่งมีวาระ 2 ปี และจะมีการเลือกตั้งบอร์ดเป็นครั้งแรก ตามมาตรา 8 พ.ร.บ.ประกันสังคม ฉบับที่ 4 พ.ศ.2558 ซึ่งระบุว่า ให้ผู้แทนฝ่ายนายจ้าง และผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนฝ่ายละ 7 คน มาจากการเลือกตั้ง โดยคำนึงถึงการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงของฝ่ายนายจ้างและฝ่ายผู้ประกันตน สัดส่วนระหว่างหญิงและชาย รวมทั้งการมีส่วนร่วมอย่างมีประสิทธิผลของคนพิการและผู้ด้อยโอกาสทั้งนี้ หลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งให้เป็นไปตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด ซึ่งการจัดให้มีการเลือกตั้งครั้งนี้จะทำให้ระบบการเลือกตั้งผู้แทน ยึดโยงกับผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง สามารถตรวจสอบและถอดถอนออกจากตำแหน่งได้ มีระบบการรับฟังความเห็นจากสมาชิก กำหนดนโยบายในการดำเนินการได้ตรงความต้องการของสมาชิก
“ที่ผ่านมาเป็นการแต่งตั้งสภาองค์กรลูกจ้าง สหภาพแรงงาน และสภานายจ้าง สามารถเสนอชื่อตัวแทนของตนเอง และเลือกตั้งในกลุ่มของตัวเองให้ได้ฝั่งละ 5 คน ทั้งหมด 15 คน เมื่อได้แล้วเสนอปลัดกระทรวงแรงงาน และเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานลงนามประกาศ แต่ครั้งนี้เปลี่ยนเป็นการเลือกตั้งตามพ.ร.บ.ฉบับใหม่ โดยจะเพิ่มคำนิยามจากตัวแทนลูกจ้าง เป็นผู้แทนผู้ประกันตน ซึ่งจะจำเพาะมากกว่า จากเดิมที่สหภาพแรงงานมีสมาชิกแค่ 2 แสนกว่าคน แต่ผู้ประกันตนมี 13 ล้านคน และจะเพิ่มตัวแทน 3 ฝ่ายเป็นฝ่ายละ 7 คน รวมแล้วบอร์ดจะมีกรรมการรวม 21คน ซึ่งจะทำให้มีส่วนร่วมมากขึ้น และจะสามารถรู้ปัญหาและบอร์ดจะแก้ไขได้ตรงจุด โดยเฉพาะปฏิรูปกองทุนประกันสังคม ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยทำได้เลย แต่หากมีตัวแทนผู้ประกันตนเชื่อว่าจะทำได้ ที่สำคัญสปส. ต้องผลักดันคณะกรรมการปฏิรูปประกันสังคมให้เกิดขึ้น ไม่ใช่แค่ออกข่าวว่าจะเพิ่มสิทธิเป็นกรณีไป แบบนี้ไม่ใช่ปฏิรูปภาพรวม” นายมนัส กล่าว
นายมนัส กล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นมิติใหม่ และไม่ได้ใช้งบมากมาย เพราะทางคปค.ได้เสนอแนวทางการเลือกตั้งแค่ 500 ล้านบาท ขณะที่หากคิดตามคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะคิดตามหลักการคำนวณค่าใช้จ่ายการเลือกตั้ง โดยประชากร 1 คนเท่ากับ 87 บาท หากประชากรประมาณ 47 ล้านคนก็ใช้งบประมาณ 4 พันล้านบาท ขณะนี้ทราบมาว่าการเลือกตั้งบอร์ดสปส.อยู่ระหว่างหารือว่าจะดำเนินการอย่างไร แต่ขอเรียกร้องว่าต้องเลือกตั้งบอร์ดสปส. ให้เร็วที่สุด โดยต้องก่อนวันแรงงานแห่งชาติ 2561 ต้องมีหลักเกณฑ์วิธีการเลือกตั้งให้ชัดเจน และต้องเลือกตั้งก่อนเลือกตั้งใหญ่ เพราะคนละส่วนกัน

