“วินาทีที่ทราบข่าวว่าถวายพระเพลิง เเล้วมีภาพที่เห็นควันลอยขึ้นจากพระเมรุมาศปรากฏตามสื่อรู้สึกใจหายว่า ไม่มีพระองค์อยู่เเล้วจริงๆ เพราะตลอดช่วงระยะเวลา1ปีเศษที่ยังไม่ได้ถวายพระเพลิงพระบรมศพ เรายังรู้สึกเหมือนว่าพระองค์ยังอยู่กับเรา เเต่ว่าพอเห็นควันไฟก็รู้สึกได้ว่า ไม่มีเเล้ว พระองค์ไม่อยู่เเล้ว เเต่สิ่งเดียวที่เราทำได้คือหลังจากนี้เราจะนำคำสอนของพระองค์ที่เราสามารถยึดถือได้ นำมาทำในหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด นั่นเสมือนกับการมีพระองค์อยู่ในใจตลอดเวลา“ความรู้สึกของ น.ส.วรรณิตา คงทอง รองอัยการจังหวัด สำนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง กล่าวภายหลังปรากฏภาพข่าวพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่มิอาจกลั่นออกมาเป็นคำพูดได้ทั้งหมด เช่นเดียวกับเหล่าพสกนิกรของพระองค์ที่พากันสะอื้นไห้น้ำตานอง
อัยการวรรณิตา เป็นหนึ่งในผู้ที่สอบได้อัยการผู้ช่วยรุ่น48 เป็นอัยการผู้ช่วยรุ่นสุดท้ายที่มีโอกาสเข้าเฝ้าฯถวายสัตย์ปฏิญาณต่อหน้าพระพักตร์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่เจ้าตัวบอกว่า เป็นความประทับใจและความปลื้มปีติที่สุดในชีวิต
อัยการวรรณิตา เล่าว่า การเข้าเฝ้าฯถวายสัตย์ปฏิญาณต่อองค์พระมหากษัตริย์ เป็นไปตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ ที่กำหนดให้อัยการจังหวัดผู้ช่วยเเละอัยการประจำกอง ต้องถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่

“จำได้แม่นยำว่า วันนั้นตรงกับวันที่14ธันวาคม2558 ดิฉันเดินทางไปถึงโรงพยาบาลศิริราช ช่วงเวลาประมาณเที่ยง มีการซักซ้อมพิธีกันหลายรอบมาก ในตอนเเรกทางสำนักพระราชวังเเจ้งว่าจะให้มีการถวายสัตย์ปฏิญาณผ่านทางจอภาพเนื่องจากพระองค์ท่านทรงมีพระอาการประชวร เเละทางเเพทย์ผู้ทำการรักษาเกรงว่าจะมีการติดเชื้อ เเต่พอใกล้ถึงกำหนดเวลา ทางสำนักพระราชวังเเจ้งว่าจะให้ข้าราชการบางส่วนได้เข้าไปถวายสัตย์ปฏิญาณในห้องที่พระองค์ทรงประทับอยู่ กระทั่งได้รับเเจ้งว่าอัยการจังหวัดผู้ช่วยที่จะถวายสัตย์ปฏิญาณสามารถเข้าไปได้7คน จากจำนวนผู้ที่ต้องถวายสัตย์ปฏิญาณทั้งหมด70คน ในส่วนของอัยการผู้ช่วยรุ่น48 จึงมีการคัดเลือกผู้ที่จะเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณตามลำดับที่มีการสอบได้ ดิฉันสอบได้ที่1จึงมีโอกาสเข้าเฝ้าฯพระองค์ ที่ห้องประทับชั้น14 ที่โรงพยาบาลศิริราช”
อัยการวรรณิตาเล่า พร้อมเผยถึงความรู้สึกในครั้งแรกที่รู้ว่าจะมีโอกาสเข้าเฝ้าฯถวายสัตย์ปฏิญาณต่อหน้าพระพักตร์ ว่า
“ทันทีที่รู้ว่าเราจะเป็น1ใน7คน ที่จะได้เข้าเฝ้าฯดีใจอย่างมาก เพราะทั้งชีวิตไม่เคยมีโอกาสได้เข้าเฝ้าฯพระองค์ท่านเลย ในครอบครัวก็ไม่เคยมีใครที่จะมีโอกาสขนาดนี้ ถือเป็นความภูมิใจของตัวเองและครอบครัว ตอนที่ซักซ้อมเราคิดอยู่เเล้วตั้งเเต่ตอนที่ก้าวเท้าเข้าห้อง จนก้าวเท้าออก ระยะเวลาจะไม่เกิน1นาที จำได้ว่าตอนที่เข้าไปในห้องที่พระองค์ทรงประทับอยู่นั้น ไม่อยากกะพริบตาเลย อยากจะเก็บภาพทั้งหมดที่ได้เห็นในวันนั้นไว้ในความทรงจำ วันนั้นพระองค์ทรงมีพระพักตร์เเจ่มใส ตอนที่กล่าวคำปฏิญาณจำได้ว่ารู้สึกภาคภูมิใจมากที่ได้เป็นข้าราชการภายใต้พระบรมโพธิสมภารของพระองค์ เปรียบเสมือนเป็นข้าของเเผ่นดินในรัชสมัยพระองค์ท่าน

“ทุกคนที่ได้เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณได้กล่าวคำถวายสัตย์อย่างหนักเเน่น ไม่มีผิดพลาด ทั้งที่ตอนซ้อมยังมีผิดพลาดบ้าง พูดเเซงกัน เเต่เมื่อถึงเวลาถวายสัตย์ปฏิญาณจริงไม่มีใครพูดผิดพลาดเลย ทุกอย่างถูกต้องรวดเร็ว ชัดถ้อยชัดคำ พอได้ออกมาจากห้อง เหล่าอัยการที่ได้เข้าเฝ้าฯพระองค์ในวันนั้นต่างมองหน้ากัน เเละน้ำตาคลอกันหมด นาทีนั้นเชื่อว่าทุกคนมีความรู้สึกอย่างเดียวกันคือ ภาคภูมิใจ และทุกถ้อยคำที่ถวายสัตย์ปฏิญาณกับพระองค์เป็นพลังเป็นเเรงใจเเละกำลังใจให้เรามทำงานมาจนถึงทุกวันนี้
“ถ้าถามว่าทำไมถึงเป็นกำลังใจ เพราะวันนั้นที่พระองค์ให้เราเข้าเฝ้าฯถวายสัตย์ปฏิญาณที่ห้องประทับ ทุกคนรู้ว่าพระองค์ทรงมีพระอาการประชวร พระองค์ทรงเหน็ดเหนื่อยจากพระอาการของพระองค์ เเต่พระองค์ยังมาประทับเพื่อให้เราถวายสัตย์ปฏิญาณ จะเห็นได้ว่าพระองค์ทรงคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม ทรงคำนึงถึงคนอื่น คำนึงถึงกฎหมาย ทรงคำนึงถึงทุกอย่าง เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายเป็นไปตามหน้าที่ พระองค์ไม่ได้คำนึงถึงตัวพระองค์เลยว่าพระองค์จะทรงเหน็ดเหนื่อย พระองค์ยังทำหน้าที่ทรงงานของพระองค์อยู่ ทำให้เราย้อนคิดว่าตัวเราที่เป็นข้าราชการคนหนึ่ง ที่ไม่ได้เจ็บป่วย ไม่มีอุปสรรคใดๆในการทำงาน เเล้วเราจะทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดเพื่อพระองค์ท่านได้หรือไม่ ตรงนี้เป็นสิ่งที่ยึดติดตรึงใจเสมอมา“อัยการวรรณิตากล่าวในตอนท้าย

