หน้าแรก ในประเทศ เจ้าอาวาสวัดส...

เจ้าอาวาสวัดสวนดอก มอบตัวรับทราบข้อหาแล้ว ให้การปฏิเสธสวมบัตรคนตาย ก่อนปล่อยตัว อ้างมีผู้ทำให้

30.10.17 | 16:42 น.

เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม พ.ต.อ.ก่ำแก้ว สุยาติ ผกก.สภ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ เปิดเผยว่า พระราชรัชมุนี เจ้าอาวาสวัดสวนดอก ในฐานะเจ้าคณะอำเภอเมืองเชียงใหม่ พร้อมทนายความ ได้เข้ามอบตัวกับพนักงานสอบสวน ที่ สภ.แม่อาย เมื่อวันที่ 27 ตุลาคมที่ผ่านมา เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา พร้อมให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนแล้ว แต่ให้การปฏิเสธ กรณีฝ่ายปกครองแจ้งความดำเนินคดีกับพระราชรัชมุนี เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2560 ฐานแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ที่ยื่นคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชน เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2552 หรือ 8 ปีที่ผ่านมา เบื้องต้นเจ้าหน้าที่สอบปากคำนานกว่า 2 ชั่วโมง ก่อนปล่อยตัวไป เนื่องจากไม่ได้ออกหมายเรียก หรือหมายจับ ตามมาตรา 134 ป.วิอาญา แต่ได้ประสานขอที่อยู่ เพื่อติดต่อ หากพนักงานสอบสวนอาจเรียกสอบปากคำเพิ่มอีก

“เบื้องต้น พระราชรัชมุนีได้ปฏิเสธ ไม่รู้ไม่เห็นการสวมบัตรแทนคนตายดังกล่าว โดยอ้างว่ามีผู้ดำเนินการให้ ต่อมาได้มาขอทำบัตรประจำตัวประชาชนครั้งแรก ที่ อ.แม่อาย ซึ่งพนักงานสอบสวน ได้บันทึกปากคำตามพยานหลัก
ฐานที่กล่าวอ้าง พร้อมเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อ ไปตรวจหารหัสพันธุกรรม หรือดีเอ็นเอ เพื่อนำไปประกอบสำนวนคดีดังกล่าว ก่อนส่งให้พนักงานอัยการ เพื่อพิจารณาสั่งฟ้องหรือไม่ ก่อนไปพิสูจน์ข้อเท็จในชั้นศาล เพื่อความเป็นธรรม
ทุกฝ่าย พร้อมรายงานให้ พล.ต.ต.สรายุทธ สวนโภคัย ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ ทราบแล้ว” พ.ต.อ.ก่ำแก้วกล่าว

ด้านนายวรศักดิ์ พานทอง ปลัดอาวุโส อ.แม่อาย หัวหน้ากลุ่มงานบริหาร งานปกครอง ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนข้อเท็จจริงของฝ่ายปกครองในคดีดังกล่าว เผยกรณีพระราชรัชมุนี ปฏิเสธไม่รู้ไม่เห็นการสวมบัตรประชา
ชนแทนคนตายว่า เป็นสิทธิของพระราชรัชมุนี ที่ปฏิเสธได้ เพราะยังเป็นผู้บริสุทธิ์ ยังไม่ได้เข้าสู่การพิจารณาของศาล แต่ฝ่ายปกครองมั่นใจในพยานหลักฐาน และข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้ โดยมอบเอกสารหลักฐานทางทะเบียน
ราษฎร์ และบัตรประชาชน ให้พนักงานสอบสวนไปหมดแล้ว หากเจ้าหน้าที่องการสอบ หรือขอเอกสารหลักฐานเพิ่มเติม พร้อมให้ความร่วมมือเต็มที่กรณีพระราชรัชมุนี อ้างว่าเกิดที่ อ.แม่อาย ลงทะเบียนเป็นผู้พลัดถิ่น แต่ไม่
ได้ไปขอสัญชาติ ทำให้รายชื่อตกหล่น แต่ญาติพี่น้องได้รับสัญชาติไทยหมดแล้วนั้น โดยมีบัตรประจำตัวที่ขึ้นต้นด้วยหมายเลข 6 ต่อมาอำเภอได้ระงับไว้ก่อนนั้น ในทางปฏิบัติทางอำเภอได้แจ้งสิทธิให้พระราชรัชมุนี มาอุทธรณ์
ขอสัญชาติใหม่ได้ ซึ่งเป็นระเบียบวิธีปฏิบัติของทางราชการ ที่สามารถขอสัญชาติได้หลายช่องทาง เพื่อให้โอกาสผู้มีชื่อตกหล่นได้พิสูจน์ตนเอง แต่ต้องมีผลตรวจดีเอ็นเอ เพื่อยืนยันตัวตนที่แท้จริงด้วย ไม่สามารถกล่าวอ้าง
ลอยๆ ได้

“การดำเนินคดีกับพระราชรัชมุนี เป็นหน้าที่ตำรวจ ส่วนการขอสัญชาติและพิสูจน์ว่ามีสถานะเป็นคนไทย เป็นเรื่องฝ่ายปกครอง แยกคนละส่วน ไม่นำมาปะปนกัน ซึ่งการดำเนินคดี หากเข้าสู่พิจารณาของศาลแล้ว ขึ้นอยู่กับ
พยานหลักฐานแต่ละฝ่าย ว่ามีน้ำหนัก และรับฟังได้มากน้อยแค่ไหน ไม่สามารถก้าวล่วงดุลพินิจของศาลได้” นายวรศักดิ์กล่าว