หน้าแรก ในประเทศ พสกนิกรหลั่งไ...

พสกนิกรหลั่งไหล กราบสักการะพระบรมราชสรีรางคาร ร.9 วัดบวรนิเวศฯ แล้ว 50,000 คน

2.11.17 | 17:30 น.

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 2 พฤศจิกายน   ที่พระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร  ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศตั้งแต่ช่วงเช้า มีประชาชนนำพวงมาลัยเข้ากราบสักการะพระบรมราชสรีรางคาร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช อย่างต่อเนื่อง

โดยพระเทพวิสุทธิกวี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรฯ  เปิดเผยว่า วันนี้มีประชาชนเข้ามากราบสักการะพระบรมราชสรีรางคารหลากหลายกลุ่มแตกต่างจากช่วง 2 วันที่ผ่านมา โดยมีประชาชนจากต่างจังหวัดทยอยเดินทางเข้ามามากขึ้น เบื้องต้น ทางวัดยังไม่ได้จัดระเบียบการเข้ากราบสักการะ แต่ขอความร่วมมือให้ประชาชนเข้ากราบสักการะด้วยความเหมาะสม ซึ่งประชาชนได้ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี

พระเทพวิสุทธิกวี ยังกล่าวว่า แม้ทางวัดจะไม่มีจุดคัดกรองและไม่ได้กำหนดกฎเกณฑ์ในการเข้าสักการะ แต่ประชาชนที่เดินทางมาล้วนดูแลความเรียบร้อยของสถานที่ด้วยวิจารณญาณของเขาเอง แสดงให้เห็นว่าคนไทยสามารถปฏิบัติตามกติกาได้โดยไม่จำเป็นต้องมีการควบคุมสั่งการ และขณะนี้ยังไม่พบปัญหาด้านการจัดการใดๆ ส่วนการประเมินจำนวนประชาชนนั้น คาดว่าวันนี้น่าจะมีประชาชนที่เดินทางมายังวัดครบ 50,000 คน นับตั้งแต่วันที่วัดเปิดให้เข้าสักการะพระบรมราชสรีรางคารเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2560 ทั้งนี้จากการประเมิน จำนวนพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ที่ถูกแจกจ่ายออกไปยังประชาชนที่เดินทางเข้ามา

ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรฯ ยังเปิดเผยอีกว่า  ทางวัดยังมีพื้นที่เพียงพอในการรองรับประชาชนที่ประสงค์จะเดินทางมา การเปิดให้ประชาชนเข้ากราบพระบรมราชสรีรางคารยังเป็นไปตามปกติ คือ ช่วงเช้า เวลา 06.00 น. เว้นช่วงทำวัตรเช้าเวลา 08.00-08.40 น. และช่วงทำวัตรเย็นเวลา 19.00 น. โดยจะเปิดให้เข้าสักการะต่อเนื่องจนกว่าประชาชนจะได้เข้าสักการะครบทุกคนในแต่ละวัน

นายสง่า ทรัพย์เกตุ อายุ 71 ปี ปัจจุบันเป็นข้าราชการเกษียณ เดินทางจากบ้านย่านสนามเสือป่า กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า ตนรู้สึกตื้นตันใจที่ได้เข้ากราบสักการะพระบรมราชสรีรางคารในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยตนเองก็ได้น้อมนำพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 มาใช้ในการดำเนินชีวิตคือเรื่องของความพอเพียง รู้สึกภาคภูมิใจที่เกิดมาเป็นคนไทย ใต้พระบรมโพธิสมภารของในหลวงรัชกาลที่ 9 อย่างไรก็ดี หวังว่าประชาชนทุกคน จะร่วมกันทำความดีต่อไป เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ร่วมกัน ทั้งนี้ตนก็ได้ร่วมทำกิจกรรมจิดอาสา ตามโครงการเราทำความดีด้วยหัวใจ ตามที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้จัดโครงการนี้ขึ้น นับว่าเป็นความภาคภูมิใจทั้งต่อตนเอง และครอบครัวเป็นอย่างมาก

Advertisement

นางสาวเพ็ญสุดา ต้นเถา อายุ 49 อาสาสมัครมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ กล่าวว่า เดินทางมาจากจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อมาทำงาน ประกอบกับช่วงนี้มีการเปิดให้เข้ากราบสักการะพระบรมราชสรีรางคารในหลวงรัชกาลที่ 9 ตนจึงตั้งใจเดินทางมา โดยตั้งแต่เช้าตนได้เดินทางไปที่พระเมรุมาศบริเวณท้องสนามหลวง และได้เดินทางต่อไปยังวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร โดยวัดบวรฯนี้ก็เป็นอีกสถานที่หนึ่ง ที่ตนเองตั้งใจว่าจะเข้ามากราบพระบรมราชสรีรางคารในหลวงรัชกาลที่ 9 เนื่องจากในวันพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ตนไม่ได้มีโอกาสได้เดินทางมา

“ในตอนนี้ ตัวเองก็ยังรู้สึกเศร้าๆ อยู่ แต่ก็จะพยายามรีบฟื้นตัว เพื่อเดินตามรอยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้ได้มากที่สุด ทั้งนี้ตัวเองก็ได้เข้าร่วมเป็นอาสาสมัครมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ ในการรณรงค์ เผยแพร่ และความรู้เรื่องการทำกสิกรรมธรรมชาติ เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่า สามารถทำการเกษตรและอยู่อย่างพอเพียงตามหลักปรัชญาของในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้จริง” นางสาวเพ็ญสุดา กล่าว

นายสุระ พรรธนะจรัส อายุ 76 ปี อาชีพนักดนตรีอิสระ กล่าวว่า ตนตั้งใจเดินทางมายังวัดบวรฯ เพื่อบรรเลงเพลงพระราชนิพนธ์ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ด้วยเครื่องดนตรีไวโอลิน (Violin) ให้แก่ประชาชนที่เดินทางมาร่วมสักการะพระบรมราชสรีรางคารในหลวงรัชกาลที่ 9 อาทิ เพลงยามเย็น อาทิตย์อับแสง สายฝน ใกล้รุ่ง โดยเพลงที่ชื่นชอบมากที่สุด คือเพลง ชะตาชีวิต เนื่องจากเนื้อหาของเพลงมีความสอดคล้องกับเรื่องราวในชีวิตของตน ทั้งนี้ตนก็ได้น้อมนำหลักปรัชญาเรื่องความพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาปรับใช้ในการดำเนินชีวิตอย่างไม่ฟุ้งเฟ้อ โดยในวันนี้ตนยังไม่มีโอกาสได้เข้าสักการะพระบรมราชสรีรางคารในหลวงรัชกาลที่ 9 เนื่องจากจำนวนประชาชนค่อนข้างหนาแน่น

นางสาวปิ่นศวิตา ทองสลัก นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสุราษฎร์พิทยา กล่าวว่า ตนเดินทางมาจากจังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อเข้าสักการะพระบรมราชสรีรางคารในหลวงรัชกาลที่ 9 นับเป็นครั้งแรกที่ได้เดินทางเข้ามา ทำให้ตนรู้สึกตื้นตันใจเป็นอย่างยิ่ง โดยตั้งใจจะนำแนวพระราชดำริเรื่องความพอเพียงมาปฏิบัติให้ได้มากที่สุด

นางสาวปิ่นศวิตา ทองสลัก

“ตั้งแต่เด็ก คุณยายเล่าว่า คุณยายเคยเป็นผู้ประสบอุทกภัย ครั้งเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ตอนนั้นรู้สึกเหมือนสูญสิ้นทุกอย่าง กระทั่งได้รับความช่วยเหลือเป็นถุงยังชีพพระราชทานจากในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณแก่ครอบครัว และทุกคนยังคงจดจำมาจนถึงทุกวันนี้” นางสาวปิ่นศวิตา กล่าว

นางสาวปิ่นศวิตา กล่าวต่อด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงเป็นต้นแบบในทุกๆด้าน ตนจะพยายามน้อมนำพระบรมราโชวาทมาปฏิบัติให้ได้ในทุกๆด้าน เช่นเดียวกัน พระองค์ท่านทรงสร้างคุณงามความดีให้แก่ประเทศชาติมาตลอดพระชนม์ชีพ ในฐานะประชาชนก็ไม่รู้ว่าจะตอบแทนพระองค์ได้อย่างไร สิ่งเดียวที่สามารถทำได้ก็คือ การปฏิบัติตามสิ่งที่พระองค์ท่านทรงพระราชทานแนวทางไว้ ตนอยากเห็นคนไทยรักกัน สามัคคีกัน และเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน ทั้งนี้ตนคิดว่านี่เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ที่จะทำให้ประเทศชาติเดินหน้าต่อไปได้