ยื่นปธ.ศาลฎีกาพิจารณาบทลงโทษทางเลือกแทนจำคุก“สุภาพ คำแหล้”คดีรุกป่าสงวน

3.11.17 | 12:53 น.

เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน ที่ศาลฎีกา ถ.แจ้งวัฒนะ นางอรนุช ผลภิญโญ ผู้ประสานงานเครือข่ายผู้หญิงปกป้องที่ดินทำกิน และเครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน เข้ายื่นหนังสือข้อคิดเห็นต่อกรณีนางสุภาพ คำแหล้ อายุ 67 ปี ภรรยาของนายเด่น คำแหล้ นักสิทธิมนุษยชนซึ่งถูกอุ้มหายตั้งแต่วันที่ 16 เมษายน2559 ต่อมาศาลจังหวัดภูเขียวได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาสั่งจำคุกนางสุภาพ 6 เดือน ไม่รอลงอาญา ในคดีบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติภูซำผักหนาม เพื่อขอให้ใช้บทลงโทษทางเลือกแทนการจำคุกหญิงสูงอายุผู้กระทำผิด โดยเครือข่ายภาคประชาสังคม 46 องค์กร ยื่นหนังสือต่อนายชีพ จุลมนต์ ประธานศาลฎีกา

นางอรนุช กล่าวว่า นางสุภาพเป็นราษฎรที่มีปัญหาเรื่องที่ดินทำกินและถูกศาลพิพากษาจำคุก ซึ่งมีอายุมากแล้ว แต่มีกฎหมายระหว่างประเทศที่รัฐบาลไทยได้ไปลงนามตามอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ ที่คณะกรรมการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีเสนอแนะต่อรัฐบาลไทยกรณีหญิงในที่คุมขัง ให้พิจารณามาตรการที่ไม่ใช่การคุมขังและแก้ไขสาเหตุรากเหง้าของการกระทำผิดกฎหมายของผู้หญิง และข้อกำหนดสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงในเรือนจำและมาตรการที่มิใช่การคุมขังสำหรับผู้กระทำผิดหญิง (The Bangkok Rules) จึงมายื่นหนังสือเพื่อให้ประธานศาลฎีกาพิจารณาบทลงโทษทางเลือกแทนการจำคุก มีความจำเป็นที่น่าจะพิจารณาทบทวนการลงโทษผู้สูงอายุที่มิใช่คดีอุกฉกรรจ์ คดีที่นางสุภาพได้รับเป็นคดีเชิงนโยบายและเป็นคดีที่ถูกละเมิดสิทธิ อาจจะใช้บทลงโทษทางเลือกอื่นๆ เช่น การทำงานสาธารณะในชุมชนหรือบำเพ็ญประโยชน์ เพราะสำหรับผู้สูงอายุ เรื่องสุขภาพและจิตใจมีผลพอสมควร

ผู้สื่อข่าวถามถึงความเป็นมาของคดีนี้ นางอรนุช เปิดเผยว่า กรณีพิพาทเกิดตั้งแต่ปี 2554 ที่ชุมชนโคกยาว นายเด่นและนางสุภาพได้ตกเป็นจำเลย ชาวบ้านอยู่มาก่อนการประกาศเขตป่าสงวน และมีกระบวนการแก้ไขปัญหามาหลายรัฐบาล ซึ่งหลังจากที่ถูกจับดำเนินคดี นายเด่นและนางสุภาพได้ต่อสู้คดี จนศาลชั้นต้นตัดสินจำคุก 6 เดือน ไม่รอลงอาญา ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกายืนตามศาลชั้นต้น แต่สภาพความเป็นจริงนายเด่นถูกทำให้หายไปและเสียชีวิต นางสุภาพถูกจับกุมคุมขัง และไม่มีบุตร สิ่งที่เป็นภาระคือไม่มีผู้ดูแลบ้าน ไม่มีใครช่วยเหลือนอกจากคนในชุมชน เป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรมเนื่องจากนางสุภาพอยู่มาก่อน ส่วนกรณีนายเด่นนั้น ผลการพิสูจน์ดีเอ็นเอออกมาแล้วว่าวัตถุพยานที่พบคือนายเด่นเสียชีวิตแล้ว แต่สถานะยังเป็นผู้ต้องหาหลบหนีคดี เป็นความไม่เป็นธรรม ส่วนนายเด่นที่ถูกอุ้มหายนั้นยังไม่มีความคืบหน้า ตำรวจพยายามสรุปไปว่าถูกสัตว์ป่าทำร้าย ทางเครือข่ายฯ ก็มองว่าไม่ใช่แน่นอน เพราะวัตถุพยานและข้อสังเกตพบว่ามีข้อสงสัยมากมาย เป็นหน้าที่ตำรวจที่ต้องติดตาม ได้ประสานกับ พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ โดยบอกว่าต้องมีการสืบค้นสืบสวนหาวัตถุพยานเพิ่มขึ้นอีก เพราะเราพบชิ้นส่วนของกะโหลกอย่างเดียว แต่ชิ้นส่วนอื่นยังไม่เจอ จึงเป็นไปไม่ได้ที่บอกว่าสัตว์ป่าทำร้าย