เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 3 พ.ย. ที่พระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร ยังคงมีประชาชนนำพวงมาลัยเข้ากราบสักการะพระบรมราชสรีรางคาร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชอย่างต่อเนื่อง
นางฤทธิ์ โลมาส อายุ 60 ปี เจ้าหน้าที่วัดบวรนิเวศวิหาร เปิดเผยว่า ในเวลา 13.00 น. ทางวัดได้ปิดการเข้ากราบสักการะพระบรมราชสรีรางคาร ภายในพระอุโบสถวัดบวรฯเป็นการชั่วคราว เพื่อให้พระภิกษุสงฆ์ได้สวดปาฏิโมกข์ ตามที่ปรากฏอยู่ในพระวินัยปิฎก เนื่องจากวันนี้เป็นวันพระ โดยจะเปิดให้ประชาชนเข้ากราบสักการะพระบรมราชสรีรางคารอีกครั้งในช่วงเวลาประมาณ 15.00 น. เป็นต้นไป จึงทำให้ประชาชนบางส่วนไม่สามารถเข้ากราบสักการะได้ และนั่งปักหลักรออยู่บริเวณโดยรอบพระอุโบสถ เพื่อฟังพระภิกษุสงฆ์สวดปาฏิโมกข์แทน
นางกรรณิการ์ กิติศรีวรพันธุ์ อายุ 76 ปี อดีตข้าราชการ กล่าวว่า เดินทางจากบ้านย่านดินแดง ตั้งใจมาเพื่อเข้ากราบสักการะพระบรมราชสรีรางคารสักครั้ง เนื่องจากสุขภาพร่างกายไม่แข็งแรงนัก ทำให้ที่ผ่านมาไม่มีโอกาสเดินทางไปเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพฯ ทั้งนี้การเข้ากราบสักการะพระบรมราชสรีรางคารก็เพื่อเป็นสิริมงคลต่อตนเอง และถือว่าเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้รู้สึกได้อยู่ใกล้ชิดพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมากที่สุด
“ปลาบปลื้มเป็นอย่างมาก ที่ได้เห็นประชาชนเดินทางเข้ากราบสักการะพระบรมราชสรีรางคาร รับรู้ได้ถึงความจงรักภักดีที่คนไทยทุกคนมีต่อในหลวงรัชกาลที่ 9 ตั้งใจจะเข้ากราบสักการะพระบรมราชสรีรางคารสักหลายๆครั้ง และวันนี้ก็ตั้งใจที่จะนั่งรอเรื่อยไป จนกว่าทางวัดจะเปิดให้เข้ากราบสักการะพระบรมราชสรีรางคารได้” นางกรรณิการ์ กล่าว

นางด้วง โกฆะวงษ์ อายุ 75 ปี อาชีพทำนา เดินทางมาจากจังหวัดบุรีรัมย์ รู้สึกตื้นตันใจที่ได้เข้าสักการะพระบรมราชสรีรางคาร ไม่คิดเลยว่าจะมีโอกาสได้อยู่ใกล้ชิดในหลวงรัชกาลที่ 9 เช่นนี้ เนื่องจากครอบครัวมีความยากจน ที่ผ่านมาจึงทำได้เพียงติดตามดูข่าวทางโทรทัศน์เพียงเท่านั้น โดยได้น้อมนำพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมาใช้ในการดำเนินชีวิต คือเรื่องของความพอเพียง พอมีพอกิน บอกต่อถึงลูกหลานว่า ในหลวงรัชกาลที่ 9 มีพระมหากรุณาธิคุณต่อคนไทยมากมายเหลือเกิน รู้สึกโชคดีที่ได้เกิดใต้พระบรมโพธิสมภาร ทั้งนี้ก็อยากให้คนไทยรักกัน สามัคคีกัน ไม่ใช่เฉพาะในช่วงเวลานี้เท่านั้น แต่อยากให้รักกัน สามัคคีกันแบบนี้ตลอดไป
ด้าน นายสุทธา เสริมหลักทรัพย์ อายุ 47 ปี อาชีพรับจ้าง เดินทางเพื่อเข้ากราบสักการะพระบรมราชสรีรางคารพร้อมครอบครัว ภายหลังจากเข้ากราบสักการะพระบรมราชสรีรางคารเรียบร้อยแล้ว พบว่ารองเท้าของตัวเองที่ถอดไว้บริเวณหน้าพระอุโบสถสูญหายไป จึงได้ทำการแจ้งให้เจ้าหน้าที่วัดได้รับทราบเพื่อช่วยในการติดตามหา แต่กลับไม่ได้รับความช่วยเหลือเท่าที่ควร ทั้งนี้ภายในวัดก็ยังไม่มีจุดที่เปิดให้ประชาชนได้ร้องเรียนที่ชัดเจน ทำให้รู้สึกเป็นกังวล และหากทางวัดยังไม่เร่งแก้ไขเรื่องดังกล่าว กลัวว่าประชาชนที่เดินทางเข้ากราบสักการะพระบรมราชสรีรางคารจะพบกับปัญหาเช่นเดียวกันอีก
“ไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว เพราะว่า ภายในวัดเองก็ไม่มีจุดรับร้องเรียนในเรื่องนี้ เหมือนกลับว่าเป็นปัญหาที่เราจะต้องจัดการแก้ไขปัญหาเอง ความจริงเรื่องนี้ก็ไม่ใช่ว่าเพิ่งจะเกิดขึ้น เมื่อสักครู่ก็ได้ยินประชาชนคนอื่นๆ พูดให้ฟังว่า มีรองเท้าของประชาชนสูญหายอยู่ทุกวัน จึงอยากให้ทางวัดช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ด้วย เพื่อไม่ให้เกิดขึ้นกลับคนอื่นๆ” นายสุทธา กล่าว


