เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน นายสมพงค์ สระแก้ว ผู้อำนวยการมูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน(LPN) กล่าวถึงเครื่องสแกนม่านตาในการตรวจอัตลักษณ์แรงงานข้ามชาติ ว่า หากมองในแง่ของการป้องกันปัญหาจากการพิสูจน์สัญชาติที่ผ่านมา ถือว่าเป็นอีกทางเลือก ซึ่งปัจจุบันก็มีการใช้ตรวจแรงงานต่างด้าวในกิจการประมงอยู่แล้ว เพราะแรงงานกลุ่มนี้การใช้ตรวจลายนิ้วมือจะมีปัญหาเรื่องลายนิ้วมือจางจากการทำงานลากอวน การทำงานอื่นๆ ซึ่งการนำมาใช้ในแรงงานกลุ่มอื่นๆ ก็เป็นทางเลือกที่ดี เนื่องจากการตรวจสแกนม่านตาจะจบในคราวเดียว ไม่ต้องมีการตรวจพิสูจน์อื่นๆซับซ้อน และเป็นที่มาของการเก็บเงินเพิ่มของนายหน้าหรือโบรกเกอร์ ยกตัวอย่าง กรณีแรงงานพม่าหากผ่านขั้นตอนการตรวจต่างๆจะต้องมีค่าใช้จ่าย2,360 บาท โดยเป็นค่าใช้จ่ายฝ่ายไทยประมาณ2,050 บาท ขณะที่ฝั่งพม่าอีก 310 บาท แต่ในความเป็นจริงจะมีศูนย์รับตรวจพิสูจน์สัญชาติก็จะมีค่าบริหารจัดการ บางแห่งมีนายหน้ามาดำเนินการโดยมีค่าลัดคิวก็มี ทำให้ค่าใช้จ่ายตรงนี้อยู่ที่เฉลี่ย 3,000 บาทไปจนสูงสุด 12,000 บาทก็มี
“นอกจากนี้จะลดปัญหาความซ้ำซ้อนของบุคคล อย่าง ข้อมูลจากกระทรวงแรงงานระบุว่า มีแรงงานต่างด้าวจำนวน 2.6 ล้านคน เป็นแรงงานจับคู่ใหม่อีก 790,000 คน รวมประมาณ 3.3 ล้านคน โดย 2.6 ล้านคน เป็นแรงงานมีพาสปอร์ตอยู่ 1.3 ล้านคน อีก 1.3 ล้านคนเป็นบัตรสีชมพู แต่แน่นอนว่า ในจำนวน 2.6 ล้านคน มีบางส่วนที่มีพาสปอร์ต แต่ก็อาจไม่มั่นใจว่าจะอยู่ได้นานเท่าไร บางส่วนก็ไปขอขึ้นทะเบียนซ้ำเพื่อทำบัตรสีชมพู ที่ทราบก็เพราะว่าจากการลงไปสำรวจก็พบว่าบางคนมีทั้งบัตรสีชมพูและพาสปอร์ต ซึ่งมีจำนวนมากแต่ไม่ได้รวบรวมเป็นตัวเลขชัดเจน ดังนั้น เพื่อลดปัญหาเหล่านี้ ผมว่าการใช้เครื่องสแกนม่านตาก็เป็นทางเลือกที่ดี” นายสมพงค์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่ายังมีคำถามว่าการสแกนม่านตาในแรงงานกลุ่มอื่นๆ จำเป็นหรือไม่ เพราะอาจต้องใช้งบประมาณมาก นายสมพงค์ กล่าวว่า เป็นอีกทางเลือกที่ดี ส่วนงบประมาณเครื่องละแสนตนมองว่าก็ไม่ได้สูงมาก หากนำมาใช้ประโยชน์ได้จริงๆ ก็ต้องอยู่ที่การใช้ประโยชน์ แต่จากการสอบถามผู้รู้เกี่ยวกับการพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลนั้น บอกว่าการสแกนม่านตาจะมีความแม่นยำมาก โดยระดับความแม่นยำอยู่ที่ 1 ต่อ 1,500,000 แต่ลายนิ้วมือมีระดับความแม่นยำที่ 1 ต่อ 10,000 และได้สอบถามถึงงบประมาณก็พบว่าไม่น่าจะถึงพันล้านบาท อาจจะอยู่ที่หลักร้อยล้านบาท ส่วนที่บอกว่าต้องมีค่าเปิดดูข้อมูลคนละ 45 บาทนั้น จากการสอบถามบอกว่าไม่มี เพราะไม่จำเป็นต้องให้ต่างชาติมาเปิดดูข้อมูล
เมื่อถามว่าแต่ยังมีเรื่องการละเมิดสิทธิบุคคล นายสมพงค์ กล่าวว่า ก็จะคล้ายๆกับการพิมพ์นิ้วมือทั้งคนไทยและแรงงานต่างด้าว อย่างการสแกนม่านตา หากเจ้าตัวไม่ยอมก็สามารถทำได้ เพียงแต่อาจไม่ได้รับอนุญาตตามที่กฎหมายกำหนดในเรื่องการเข้ามาทำงานในประเทศไทย

