เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดสอบคำให้การและตรวจหลักฐาน คดีที่พนักงานอัยการคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายศุภชัย ศรีศุภอักษร อายุ 60 ปี อดีตประธานกรรมการดำเนินการ สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด, น.ส.ศรัณยา มานหมัด อายุ 53 ปี อดีตผู้ช่วยผู้จัดการและรองผู้จัดการใหญ่สหกรณ์ฯ, นายลภัส โสมคำ อายุ 57 ปี อดีตเลขานุการกรรมการสหกรณ์ฯ และนายกฤษฎา มีบุญมาก อายุ 43 ปี อดีตหัวหน้าฝ่ายสินเชื่อ สหกรณ์ฯ เป็นจำเลยที่ 1-4 ในความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์นายจ้าง, ร่วมกันปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอมตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 264, 265, 268, 334, 335
กรณีเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2550-1 มีนาคม 2555 ต่อเนื่องกัน จำเลยแบ่งหน้าที่กันทำเป็นขบวนการ โดยลักเอาเงินของสหกรณ์ฯ 10,812,663,995.29 บาท ไปโดยใช้วิธีร่วมกันสั่งจ่ายเช็คจากบัญชีธนาคารของสหกรณ์ฯผู้เสียหาย แล้วนำไปเบิกเงินสดจากธนาคารไปเป็นของตนเองโดยทุจริตทำให้มีเงินหายไปจากระบบบัญชี นอกจากนี้พวกจำเลยยังได้ทำเอกสารเงินกู้ปลอมและเอกสารปลอมอื่นที่เกี่ยวข้องขึ้นมาต้องการไม่ให้ผู้ตรวจบัญชีตรวจพบหรือสงสัยในระบบบัญชี
โดยคดีสหกรณ์ฯ ชนี้เป็นสำนวนที่ 5 ที่อัยการยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2560 ที่ผ่านมา โดยขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนเงิน 10,812,663,995.29 บาท แก่สหกรณ์ฯผู้เสียหายด้วย
ซึ่งวันนี้ศาลได้เบิกตัวนายศุภชัย จำเลยที่ 1 ที่ถูกคุมขังในเรือนจำบางขวาง จากคดียักยอกทรัพย์สหกรณ์ฯ 22,132,000 บาท สำนวนแรกที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาจำคุก 7 ปี และเบิกตัว น.ส.ศรัณยา จำเลยที่ 2 ที่ถูกขังในทัณฑสถานหญิงกลางเพราะไม่ได้รับการประกันตัวชั้นพิจารณาคดี มาจากเรือนจำเพื่อสอบคำให้การ
โดยเมื่อศาลสอบคำให้การ จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ
ขณะเดียวกันช่วงเช้าวันนี้ ที่ห้องพิจารณา 909 ศาลก็นัดตรวจสอบหลักฐาน คดีที่อัยการสำนักงานคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายศุภชัย ศรีศุภอักษร, นายมณฑล กันล้อม อดีตประธานสหกรณ์ฯ, นายลภัส โสมคำ, นางทองพิน กันล้อม อดีตกรรมการ, นายณัฐวัฒน์ ปิยพัชร์เมธี อดีตผู้จัดการสหกรณ์, นายอารีย์ แย้มบุญยิ่ง ผู้จัดการสหกรณ์, น.ส.ศรัณยา มานหมัด, น.ส.วาริศา เอกชัยจินดาวัฒน์ อดีตกรรมการสหกรณ์, นางจันทร์ฉาย ขันธะหัตถ์ รองผู้จัดการสหกรณ์, นายธนากร น่าบัณฑิต อดีตเจ้าหน้าที่สหกรณ์, นายกฤษฎา มีบุญมาก อดีตเจ้าหน้าที่สหกรณ์ และนางวันเพ็ญ ยอดดี อดีตผู้จัดการฝ่ายการเงิน เป็นจำเลยที่ 1-12
ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และ 343 กรณีระหว่างเดือนมกราคม 2551-ธันวาคม 2555 ร่วมกันทำสัญญากู้ยืมเงินระหว่างสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นกับสมาชิกสมทบ ซึ่งเป็นนิติบุคคลหรือคณะบุคคลที่ไม่ได้ถือหุ้นในสหกรณ์ จำนวน 28 ราย รวมเงินสัญญากู้ยืม 11,858,440,000 บาท โดยมิได้มีการกู้ยืมเงินกันจริง และร่วมกันทำบันทึกรายการทางการเงินอันเป็นเท็จ โดยโจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยตามกฎหมาย และขอให้จำเลยทั้งหมดร่วมกันคืนเงินให้ผู้เสียหายรวม 2,254 รายด้วย ซึ่งอัยการยื่นฟ้องเมื่อเดือน พฤศจิกายน 2559 ที่รวมสำนวนพิจารณาคดีเดียวกับที่อัยการยื่นฟ้องนายศุภชัย, น.ส.ศรัณยา และนางทองพิน คดีหมายเลขดำ ฟย.47/2559 ฐานร่วมกันฟอกเงินกรณีทำสัญญากู้ยืมเงินระหว่างสหกรณ์ฯ กับสมาชิกสมทบซึ่งเป็นนิติบุคคลหรือคณะบุคคลที่ไม่ได้ถือหุ้นในสหกรณ์ฯ รวม 28 ราย จำนวนเงินตามสัญญากู้ยืม 11,858,440,000 บาท โดยไม่มีการกู้ยืมเงินกันจริง ที่อัยการยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2559
โดยนายวันชัย บุนนาค ทนายความของนายศุภชัย อดีต ปธ.สหกรณ์ฯ เปิดเผยว่า การตรวจหลักฐานคดีฉ้อโกงฯ และฟอกเงินที่รวมสำนวนกันนี้ อัยการโจทก์ได้เตรียมพยานหลักฐานในส่วนของคดีฉ้อโกงมาพร้อมแล้ว ส่วนคดีฟอกเงินยังไม่เรียบร้อยทั้งหมด ดังนั้นจึงเลื่อนการตรวจหลักฐานคดีออกไปก่อน ขณะที่อัยการก็ได้แถลงขอรวมสำนวนฉ้อโกงและฟอกเงินนี้ รวมกับสำนวนคดีลักทรัพย์ฯที่เพิ่งสอบคำให้การเช้าวันนี้ด้วยและศาลอนุญาตให้รวมสำนวนได้ ดังนั้นจึงนัดตรวจหลักฐานคดีทั้งหมดนี้อีกครั้งในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2561
นายวันชัยกล่าวถึงคดียักยอกทรัพย์สำนวนแรกที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาจำคุก 7 ปีว่า ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างขั้นตอนรอยื่นฎีกา โดยอัยการโจทก์ก็ขอขยายระยะเวลาฎีกาไว้ด้วย

