แคมเปญ “ต้องไม่มีใครติดคุกเพราะจน” ที่มีการรณรงค์ผ่านเว็บไซต์ Change.org โดยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์โต้โผล่ารายชื่อผ่านเว็บไซต์ เรียกร้องการปฏิรูประบบประกันตัว ให้ใช้วิธีการอื่นที่ไม่ใช่การยื่นเงินประกันตัว ตั้งเป้าหมาย 66,000 รายชื่อ ตรงกับจำนวนผู้ต้องหาที่ถูกคุมขังอยู่ตอนนี้ โดยยังไม่มีคำพิพากษา เเต่เนื่องจากผู้ต้องหาไม่มีหลักทรัพย์ประกันตัว โดยจะนำรายชื่อยื่นต่อกรรมการปฏิรูปประเทศเพื่อความยุติธรรม เพื่อผลักดันให้ศาลทั้งหมดในประเทศใช้ระบบประเมินความเสี่ยงแทนการใช้เงินประกันตัว
อัพเดตล่าสุด วันที่ 7 พฤศจิกายน เว็บไซต์ change.org มีผู้ร่วมลงชื่อราว 19,200 คน เเม้ยังไม่ถึงครึ่งทางของ 66,000 รายชื่อ เเต่ยังมีผู้สนใจร่วมลงชื่อมากขึ้นๆ ท่ามกลางกระเเสการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม เเละการตื่นตัวของสังคม
ขณะเดียวกันศาลยุติธรรมนำร่องระบบประเมินความเสี่ยงแทนการใช้เงินประกันตัวแล้วกว่า 10 ศาล ที่ไม่ว่าคนจนหรือคนรวยจะต้องถูกประเมินอย่างเท่าเทียมกัน
การเรียกร้องให้ใช้ระบบประเมินความเสี่ยงแทนการใช้เงินประกันตัวนั้น มีประเด็นน่าสนใจจากนายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ และรองอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ริเริ่มแคมเปญ “ต้องไม่มีใครติดคุกเพราะจน” กล่าวในวงเสวนา หัวข้อ ปฏิรูปการประกันตัวเพื่อความเสมอภาคในสังคม ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เมื่อเร็วๆ นี้ตอนหนึ่งว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 29 บัญญัติว่าต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาไม่ใช่ผู้กระทำความผิดจนกว่าจะมีคำพิพากษาของศาล เเต่ปัจจุบันเราปฏิบัติเหมือนผู้ต้องหาเป็นนักโทษตามคำพิพากษา เคยมีนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถูกจับเพราะวิจารณ์ผู้มีอำนาจ โดนควบคุมตัว ราชทัณฑ์เอาตรวนล่ามเท้าไว้ ตนไปเเย้งราชทัณฑ์ เขาย้อนกลับมาว่าไม่ใช่ตรวน เเต่เป็นกุญเเจเท้า
“รัฐธรรมนูญให้สิทธิความเป็นอิสระก่อนจะมีคำพิพากษา ฉะนั้น สิทธิในการลงโทษเราจะต้องอยู่ที่การใช้ดุลพินิจ การทำคำพิพากษาของศาลมาเเล้วเท่านั้น เเต่ข้อเท็จจริงกลับมีการระบุหลักประกัน เป็นอัตราว่าโทษจำคุกกี่ปีถึงกี่ปีจะต้องใช้เงินประกันเท่าไหร่ จึงเป็นข้อสงสัยว่าในประเทศไทยต้องมีเงิน 6-8 เเสนบาท ด้วยใช่หรือไม่ ในการซื้ออิสระจากโทษจำคุกในคดีที่มีอัตราโทษสูงเป็นหลัก 10 ปีได้ รัฐธรรมนูญนั้นวางหลักไว้ดีเเล้ว เเต่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญายังต้องเเก้ เพราะมีคำว่าปล่อยตัวชั่วคราว ทำให้คิดตามคำว่าการปล่อยตัว คือชั่วคราว เเต่หลักคือการขัง ทั้งที่ในรัฐธรรมนูญบอกหลักการอยู่ว่าบุคคลเป็นผู้มีความบริสุทธิ์ ก่อนจะมีคำพิพากษา” นายปริญญาชี้ข้อกฎหมายที่ต้องแก้ไข
นอกจากนี้ นายปริญญายังระบุด้วยว่า ที่ผ่านมามีหลักฐานเชิงประจักษ์เเล้วว่า เงินไม่สามารถทำให้คนไม่หลบหนีได้ ทุกวันนี้คนถูกควบคุมตัวไม่ใช่เพราะเขาถูกยืนยันว่ามีความผิด เเต่เพราะไม่มีเงินประกันตัว ทุกวันนี้เราใช้หลักจับตัวมาเพราะเชื่อว่าผิด เเต่จะปล่อยตัวได้เพียงเพราะเชื่อว่าหากปล่อยไปเเล้ว
ผู้ต้องหาจะไม่หลบหนีเเละจะมาศาลเท่านั้น ข้อเท็จจริงผู้พิพากษาสามารถใช้ดุลพินิจปล่อยชั่วคราว โดยไม่ต้องมีหลักประกันก็ได้ ในข้อบังคับของประธานศาลฎีกามีการระบุว่าผู้พิพากษาสามารถใช้ดุลพินิจในการปล่อยชั่วคราวได้โดยไม่ต้องมีหลักประกัน เเต่ในข้อบังคับดังกล่าวยังต้องมีการเขียนไว้ข้างหลังว่าจะต้องมีเหตุผลประกอบการปล่อยชั่วคราวโดยไม่มีหลักประกันอยู่อีก
รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์บอกว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ในเรื่องการจับกุมเอาคนมาขังนั้น ควรนำสืบให้ชัดว่าบุคคลดังกล่าวจะหลบหนีเเน่นอน หรือมีข้อเเม้อื่นอีกถึงจะทำได้ จริงๆ เเล้วเราต้องใช้การปล่อยตัวเป็นเรื่องหลัก ส่วนเรื่องการขังเป็นข้อยกเว้น เเต่ทุกวันนี้มันกลับกันหมด การเเก้ไขปัญหาได้ ต้องมีการปฏิรูปไปถึงหลักเกณฑในการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมนั้น ผมมองว่าไม่มีเรื่องไหนที่จะอยุติธรรมเท่ากับเรื่องนี้อีกเเล้ว
“ตอนนี้มีผู้ต้องหาหรือจำเลย 60,000 กว่าคนที่ถูกขัง เพราะยังไม่มีเงิน ทั้งที่รัฐธรรมนูญบอกให้สันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ เรื่องที่ทำได้ทันทีคือ ผมขอเชิญชวนผู้พิพากษาที่จะใช้ดุลพินิจหรือการประเมินอื่นมากกว่าเรื่องเงิน อย่างถ้าในความเสี่ยงสูงอาจทำเเบบเดิม ถ้าความเสี่ยงปานกลางอาจกำหนดพื้นที่หรือใช้กำไลข้อเท้า หรือถ้าเสี่ยงน้อยมากสามารถให้ปล่อยชั่วคราวได้เลย” รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แนะแนวทาง
ขณะที่นายมุขเมธิน กลั่นนุรักษ์ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลประจำสำนักประธานศาลฎีกาผู้พิพากษาที่รับผิดชอบดูเเลโครงการนำร่องทดลองระบบประเมินความเสี่ยง เผยความคืบหน้าโครงการว่า แคมเปญดังกล่าวเกิดขึ้นมาจากศาลยุติธรรมเริ่มทำวิจัยมาจากสถาบันรพีพัฒนศักดิ์ของศาลยุติธรรม เพื่อหาทางลดความเหลื่อมล้ำของฐานะ เเละทางมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีความสนใจขึ้นมา มีการเชิญไปสัมมนาเเละนำนักศึกษามาศึกษา เพื่อขยายผลไปโดยเร็วกับประชาชนได้ใช้ ยอมรับว่าระบบประเมินความเสี่ยงการจะนำมาใช้ในทางปฏิบัติได้นั้นจะต้องเพิ่มเจ้าหน้าที่ในการสัมภาษณ์เพื่อทำเเบบประเมินความเสี่ยงถึง 500-600 คน ลำพังศาลยุติธรรมเพียงอย่างเดียวไม่สามารถเพิ่มจำนวนคนได้ขนาดนั้น ทางมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จึงมาช่วยขยายผลจนกลายเป็นแคมเปญ ที่ให้ประชาชนเข้าถึงเเละลดความเหลื่อมล้ำในการปล่อยชั่วคราวโดยเร็ว เนื่องจากเห็นว่าหากรัฐบาลสนใจเห็นเป็นวาระสำคัญอาจสนับสนุนในเรื่องนี้ได้
“จากเดิมในงานสัมมนาที่ผมเผยแพร่ข้อมูลว่ามีศาลวิจัย 5 ศาลที่ใช้ระบบประเมินความเสี่ยงนั้น ปัจจุบันเดือนพฤศจิกายนนี้ เรามีการขยายผลไปยังศาลนำร่องที่เกินกว่าศาลวิจัยตอนนี้ ทำให้ขณะนี้มีศาลนำร่องจำนวน 12 ศาล เราปล่อยผู้ที่จะต้องถูกขังหากไม่มีทุนทรัพย์ประกันตัวไปมากกว่า 700 คน เป็นตัวเลขสรุปเมื่อ 2 เดือนที่เเล้ว ตัวเลขในตอนนี้จึงมากกว่าเดิมมาก โดยพบว่ามีคนหนีไม่มาศาลเพียง 7-8 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น มีจำนวนน้อยลง เเละในสิ้นเดือนนี้เราจะมีการนำกำไลข้อเท้ามาใช้ จะสามารถเสริมการประเมินความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้นอีกจำนวนหนึ่ง ในกลุ่มพวกที่มีความเสี่ยงมากขึ้น โดยภายใน 1-2 เดือนนี้ กำไลข้อเท้าทั้งหมด 5,000 ชุด จะนำมาใช้ในศาลนำร่อง 15 ศาล เเละอาจจะมีศาลอื่นที่ไม่ใช่ศาลนำร่องเพิ่มมากขึ้นอีก” ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลประจำสำนักประธานศาลฎีกาเผย
นอกจากนี้ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลประจำสำนักประธานศาลฎีกา ยกตัวอย่างประเทศสหรัฐอเมริกาว่า เคยประสบปัญหาเรื่องการปล่อยชั่วคราว เป็นช่องว่างของคนมีเงินเเละคนจน จนมีคำพูดว่าคนมีอำนาจในการปล่อยชั่วคราวจริงคือนายประกัน จนภายหลังมีการนำระบบประเมินความเสี่ยงเข้ามาใช้และได้ผลดี มีการนำมาใช้ที่ศาลวอชิงตัน ดี.ซี. เเละพบว่าเมื่อมีการนำระบบประเมินความเสี่ยงมาใช้ในบ้านเรา ผู้ต้องหาหรือจำเลยมีอัตราการหนีไม่มาศาลน้อยลง เราได้นำโมเดลดังกล่าวมาพัฒนาเเบบวิจัย เพื่อปรับให้เหมาะสมกับประเทศไทย มีการปรับปรุงเเบบประเมิน อย่างเบื้องต้นสิ่งที่เราค้นพบคือ คนที่เคยหนีมาเเล้วมีโอกาสที่จะหลบหนีมากกว่าทั่วไป เเละคนที่ผูกพันกับท้องถิ่นโอกาสหนีมีน้อย เราจะต้องนำมาพัฒนาเเบบประกันความเสี่ยง จะสามารถพยากรณ์ได้ ถ้าชาวบ้านถูกจับเราจะนำเเบบประเมินมาสอบถามเเละวิเคราะห์ว่าเสี่ยงมาก
เสี่ยงน้อย
“ทุกวันนี้เราฝากความหวังไว้กับเรื่องประเมินความเสี่ยงเเละกำไลอีเอ็ม แต่สำคัญที่สุดระบบประเมินความเสี่ยงคือการที่ผู้พิพากษาเอาใจใส่ สืบประวัติ และพิจารณาจะสำคัญที่สุด” ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลประจำสำนักประธานศาลฎีกากล่าวทิ้งท้าย

