เผยรอหนังสือแจ้งความผิดข้าราชการ กทม. 4 ราย คดีอุโมงค์ไฟ 39.5 ล้านบาท ชี้กรณี “สุขุมพันธุ์” เทียบเคียง ‘คดีจำนำข้าว’ ที่ละเว้นการปฎิ
บัติหน้าที่โดยไม่ระงับยับยั้งหรือตรวจสอบการทุจริต
ตามที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติชี้มูลความผิดอาญากับข้าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้แก่ น.ส.ปราณี สัตยประกอบ ผู้อำนวยการสำนักวัฒนธรรม กีฬาและการท่องเที่ยว นายธวัชชัย จันทร์งาม ผู้อำนวยการกองการท่องเที่ยว นายมรกต ภูมิพาณิช และนายสิทธิโชค อภิบาล นักพัฒนาการท่องเที่ยวปฎิบัติการ รวม 4 ราย เป็นการชี้มูลความผิดกรณีกระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ในการจัดทำโครงการค่าใช้จ่ายในการประดับตกแต่งไฟฟ้าเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว (Motif of Light) วงเงิน 39.5 ล้านบาท บริเวณลานคนเมือง ศาลาว่าการ กทม. ระหว่างวันที่ 31 ธันวาคม 2558 ถึงวันที่ 30 มกราคม 2559
เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า เพิ่งได้ทราบเรื่องที่ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดกรณีดังกล่าวจากสื่อต่างๆ และคำแถลงการณ์ของนายวรวิทย์ สุขบุญ รองเลขาธิการ ป.ป.ช. หลังจากนี้ กทม.จะดำเนินการต่อไปได้ก็ต่อเมื่อ ป.ป.ช.ได้ส่งเอกสารแจ้งผลความผิด รายละเอียดต้องเป็นข้อเท็จจริงถึงผู้ว่าฯ กทม.เท่านั้น ระบุว่าเจ้าหน้าที่ กทม.มีความผิดฐานใด บกพร่องในหน้าที่ราชการ ประมาทเลินเล่อในหน้าที่ราชการ หรือทุจริต จึงจะทราบว่าต้องทำอย่างไรกับเจ้าหน้าที่ กทม.ที่เกี่ยวข้อง ในส่วนกรณีพกพร่องในหน้าที่และประมาทในหน้าที่ราชการ ต้องปลดออกหรือให้ออก แต่หากระบุว่าทุจริตจริง ต้องไล่ออกสถานเดียว
“ขณะนี้ผมไม่รู้ว่ารายละเอียดแน่ชัดว่า ป.ป.ช.จะแจ้งความผิดฐานใด ต้องได้รับเอกสารก่อน ระหว่างนี้ กทม.ไม่สามารถใช้วิธีการอื่นเพื่อดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ กทม.ได้ ต้องทำให้ทุกอย่างเป็นไปตามระเบียบและขั้นตอนของกฎหมาย” พล.ต.อ.อัศวิน กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่าระหว่างนี้ กทม.ต้องดำเนินการส่วนใดบ้าง พล.ต.อ.อัศวิน กล่าวว่า ต้องรอเอกสารทางราชการเท่านั้นถึงจะรู้ว่าต้องทำอย่างไร จากนั้นนายภัทรุตม์ ทรรทรานนท์ ปลัด กทม.จะประเมินเรื่องเพื่อส่งต่อให้กองการเจ้าหน้าที่ (กกจ.) สำนักปลัด กทม. สรุปเรื่องและลงนามในหนังสือเสนอต่อผู้ว่าฯกทม. โดยทุกอย่างสามารถจบกระบวนการแล้วเสร็จภายในวันเดียวได้ อย่างไรก็ตาม ไม่ได้มีความกังวลต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หากมีเหตุเกิดขึ้นแล้วต้องว่าไปตามเหตุและผล ขณะเดียวกัน เมื่อ ป.ป.ช. ได้ชี้มูลความผิดกรณีทุจริต กทม.ก็มีอำนาจดำเนินการหรือปฎิบัติตามคำสั่งของ ป.ป.ช.
ด้านนายภัทรุตม์ กล่าวว่า การดำเนินการในส่วนของข้าราชการ กทม.ต้องรอเอกสารที่ชัดเจนจาก ป.ป.ช.ก่อน โดยทุกอย่างได้มีขั้นตอนและเงื่อนไขที่ชัดเจนอยู่แล้ว ปัจจุบันมีข้าราชการ กทม.ที่เกี่ยวข้องรวม 4 ราย ยังคงปฎิบัติงานตามหน้าที่ราชการ เพราะยังไม่มีคำสั่งใดเปลี่ยนแปลง ในส่วนการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร อดีตผู้ว่าฯ กทม.นั้น กทม.ต้องปฎิบัติตามคำสั่งของ ป.ป.ช.หรือตามที่เอกสารแจ้งผลความผิดบันทึกว่าจะให้กทม.ดำเนินการอย่างไร โดยระหว่างนี้ กทม.ไม่ได้ดำเนินการส่วนใดเพิ่มเติม เนื่องจากได้มีระเบียบหรือคำสั่งได้ระบุไว้แล้ว
แหล่งข่าวจากศาลาว่าการ กทม.เปิดเผยว่า การชี้มูลความผิด ป.ป.ช.ได้มีมติให้ข้าราชการ กทม.ทั้ง 4 ราย มีมูลเป็นความผิดทางวินัยร้ายแรงตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ระเบียบบริหารข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 ประกอบ พ.ร.บ.ระเบียบบริหารข้าราชการกรุงเทพมหานครและบุคลากรกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2528 ปัจจุบัน น.ส.ปราณีเกษียนอายุราชการ ส่วนนายธวัชชัย นายมรกต และนายสิทธิโชค ยังคงอยู่ในตำแหน่ง สำหรับการพิจาณาโทษของ กทม.นั้นดำเนินการหลายขั้นตอน อันดับแรกภายหลังได้รับเอกสารแจ้งผลความผิดแล้วจาก ป.ป.ช.แล้ว ต้องส่งเรื่องให้คณะอนุกรรมการวิสามัญเกี่ยวกับวินัยและออกจากราชการ (อ.ก.ก.วินัย) พิจารณา ก่อนนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร (ก.ก.) สรุปผล แต่โดยหลักแล้ว เมื่อ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดว่ามีมูลความผิดวินัยร้ายแรง ประกอบกับมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต้องไล่ออกอย่างเดียว อย่างไรก็ตาม ความผิดวินัยร้ายแรงมีบทลงโทษระหว่างให้ออกจากราชการและปลดออก แต่มติ ครม.เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2536 ระบุไว้ชัดเจนแล้วว่า สำหรับความผิดวินัยร้ายแรงต้องไล่ออกสถานเดียว จะปลดออกไม่ได้ หากตีความจากการชี้มูลของ ป.ป.ช.ทั้ง 3 คน ที่ยังอยู่ระหว่างรับราชการ คือ ต้องไล่ออก และจะไม่ได้รับเงินบำนาญ อย่างไรก็ตาม คำสั่งให้ไล่ออกสามารถขอยื่นอุทธรณ์ได้
แหล่งข่าวระบุอีกว่า ในส่วนของ น.ส.ปราณีนั้น จะต้องดำเนินการโดยนำ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 ตามมาตรา 100 มาประกอบ เบื้องต้นระบุว่า “แม้ภายหลังผู้นั้นจะออกจากราชการไปแล้ว โดยมิใช่เหตุเพราะตาย ผู้มีอำนาจดำเนินการทางวินัยมีอำนาจดำเนินการสืบสวนหรือพิจารณา และดำเนินการทางวินัยตามที่บัญญัติไว้ในหมดนี้ต่อไปเสมือนว่าผู้นั้นยังมิได้ออกจากราชการ” และต้องคืนเงินบำนาญที่ได้รับไปตั้งแต่เกษียณอายุทั้งหมด แม้จะเกษียณอายุไปแล้วต้องรับโทษเช่นเดียวกัน ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาตามคำสั่งของ ป.ป.ช.เพิ่มเติมโดยระบุว่า ต้องส่งไปอัยการสูงสุดดำเนินคดี เพื่อฟ้องอาญา คือต้องจำคุก ส่วนระยะเวลาจำคุกนั้นจะพิจารณาจากฐานความผิดมาประกอบกัน
“ส่วนอดีตผู้ว่าฯ กทม.ในฐานะที่เป็นผู้บังคับบัญชาการสูงสุด ป.ป.ช.ให้แสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐานพยาน โดยนำกรณีดังกล่าวไปเทียบเคียงกับคดีทุจริตโครงการจำนำข้าว คือ การละเว้นการปฎิบัติหน้าที่โดยไม่ระงับยับยั้งหรือตรวจสอบการทุจริต โดย ป.ป.ช.เป็นผู้ดำเนินการ หากมีคำสั่งให้กทม.รวบรวมเอกสารเพิ่มเติมจำเป็นต้องปฎิบัติตามคำสั่ง ทั้งนี้ ป.ป.ช.ยังได้สอบถามความคืบหน้ามายัง กทม. กรณีใช้งบประมาณปรับปรุงห้องทำงานผู้ว่าฯ กทม.และห้องทำงานผู้บริหาร กทม. จำนวน 16.5 ล้านบาท อีกด้วย ขณะนั้นได้ตั้งนายพิชญา นาควัชระ หัวหน้าผู้ตรวจราชการ กทม.เป็นประธานคณะกรรมการตรวจสอบ แต่ยังสอบสวนไม่แล้วเสร็จ ป.ป.ช.ก็ตามว่าความคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว” แหล่งข่าวระบุ
ขณะที่ น.ส.ปราณี ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์เพียงสั้นๆ ว่า ขอศึกษารายละเอียดข้อมูลจากการชี้ความผิดของ ป.ป.ช.ก่อน จึงจะรู้ว่าตนเองต้องดำเนินการอย่างไรต่อไป

