วงเสวนาปัญหาแรงงานต่างด้าวเห็นต่างเครื่องสแกนม่านตา ด้านปชป. ชี้คสช.เกาไม่ถูกที่คัน

9.11.17 | 14:20 น.

เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน  ที่ห้องประชุมศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง อาคารเฉลิมราชกุมารี 60 พรรษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  นายสุรพงษ์ กองจันทึก รองประธานกรรมการมูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน (LPN) กล่าวในงานประชุมสัมมนา “การมีส่วนร่วมของแรงงานข้ามชาติ เครือข่ายภาคประชาสังคม และองค์กรภาคธุรกิจ ในการยกระดับการแก้ไขปัญหาแรงงานเด็ก แรงงานบังคับ ค้ามนุษย์ และการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติในประเทศไทย” ซึ่งจัดโดย LPN และเครือข่ายความร่วมมือเพื่อความโปร่งใสในภาคการประมงและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง (MAST) และศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ว่า สำหรับปัญหาแรงงานต่างด้าวตั้งแต่มี พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 โดยมีปัญหาเรื่องบทลงโทษใน 4 มาตรา ส่งผลให้ คสช.ออกคำสั่งเลื่อนการบังคับใช้ออกไป ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม  2561 ปัญหาหลักคือเรื่องบทกำหนดโทษของนายจ้างที่สูงถึง 8 แสนบาท ซึ่งก็เข้าใจว่าหากบทลงโทษอ่อนเกินไปคนก็ไม่เกรงกลัว แต่โทษที่มากเกินไปก็ส่งผลกระทบ ดังนั้น บทกำหนดโทษควรที่จะอยู่กลางๆ

“ส่วนประเด็นเรื่องการสแกนม่านตา ปัญหาคือที่ผ่านมาเราทำระบบที่มีอยู่ดีพอแล้วหรือไม่ โดยในกลุ่มแรงงานประมงที่บอกว่าไม่สามารถสแกนนิ้วมือได้ ต้องมาดูว่าแสดงไม่ได้นั้นมีมากน้ยแค่ไหนกี่ราย เพราะข้อเท็จจริงแล้วระบบปัจจุบันสามารถตรวจสอบได้หมด ยกเว้นสแกนนิ้วชี้แล้วนิ้วชี้ขาดจึงตรวจไม่ได้ ” นายสุรพงษ์ กล่าว

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า จากนโยบายการแก้ปัญหาแรงงานต่างด้าวที่เกิดขึ้น ทำให้ทราบว่ารัฐบาลมุ่งเน้นในเรื่องของการแก้ปัญหาทิปส์รีพอร์ท โดยต้องการเลื่อนระดับจากเทียร์ 3 มาเป็นเทียร์ 2 โดยปัจจุบันประเทศไทยอยู่ที่เทียร์ 2 เฝ้าระวัง ซึ่งหากเราอยู่ที่เทียร์ 3 ประเทศคู่ค้าโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาจะลดการช่วยเหลือต่างๆ จึงมีความจำเป็นที่รัฐบาลจึงมุ่งเน้นในการยกระดับขึ้น ส่วนที่ทำไมต้องให้ความสำคัญกับสหรัฐฯ เพราะเป็นหนึ่งในประเทศคู่ค้าที่ไทยได้ดุลการค้าเป็นอันดับหนึ่ง ไทยจึงต้องออก พ.ร.ก.ฉบับนี้ สรุปคือไทยประสบความสำเร็จ นายกฯ สามารถเข้าพบประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาที่ทำเนียบขาวได้ใยรอบ 10 ปี แต่นายจ้าง ลูกจ้าง กลับรับผลชัด ตรงมีการกำหนดโทษสูง จึงเป็นที่มาของการปรับแก้กฎหมาย

“ส่วนการแก้ปัญหาแรงงานต่างด้าวที่ใช้ระบบเอ็มโอยูยังเกาไม่ถูกที่คัน เพราะมาตรการดังกล่าวเป็นการกวักมือเรียกให้แรงงานเข้ามาทำงานมากกว่า ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาผิดกฎหมายก่อนหน้านั้นอยู่แล้ว ส่วนแรงงานกลุ่มบัตรสีชมพูเป็นการนิรโทษกรรม เพราะเป็นมาตรการชั่วคราวในการช่วยเหลือแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย ซึ่งรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรีได้ดำเนินการมาก่อนแล้ว แต่พอเปลี่ยนรัฐบาลก็เลยแก้ปัญหาไม่ต่อเนื่อง จนมาถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ก็มีการให้เข้ามาลงทะเบียนทำบัตรสีชมพูเหมือนสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ แต่เป็นเพียงมาตรการชั่วคราว เพราะเป็นการต่ออายุและจะหมดอายุลงในวันที่ 31 มีนาคม 2561 สุดท้ายก็เข้าไปสู่วังวนระบบเอ็มโอยูอยู่ดี หรือแม้แต่มาตรการจับคู่นายจ้างก็ไม่ต่างจากกลุ่มบัตรสีชมพู เพราะอยู่ต่อ 2 ปี และต้องกลับมาที่เอ็มโอยูอีก” นายอรรถวิชช์ กล่าว

นายอรรถวิชช์ กล่าวว่า มาตรการที่ต้องทำต่อหลังจากเปิดให้ลงทะเบียนหรือทำบัตรสีชมพูแล้ว ตนมีข้อเสนอคือ 1.แทนที่จะพิสูจน์สัญชาติต่างด้าวรายบุคคล ควรเปิดให้มาลงทะเบียนแบบเป็นกลุ่ม เช่น คนพม่า 5 แสนคน แล้วไทยค่อยส่งรายชื่อทั้งหมดกลับไปยังประเทศต้นทางว่าเป็นคนประเทศตัวเองหรือไม่ หากมี 5 หมื่นคนที่ไม่ใช่ก็ให้รัฐบาลมีมาตรการผลักดันออกนอกประเทศเพื่อไปพิสูจน์ตัวตน  2.เสนอให้สำนักงานประกันสังคมเป็นกลไกหลักในการตรวจสอบ เพราะมีเลขประจำตัวเวลาไปใช้สิทธิ ซึ่งจะไม่ซ้ำซ้อน ช่วยให้สามารถพิสูจน์ตัวตนได้ ทำให้ได้ข้อมูลแบบเป็นมากกว่าข้อมูลตายเหมือนที่ผ่านมา หากทำทั้งหมดนี้ได้อาจไม่ใช่แค่ขึ้นเป็นเทียร์ 2 แต่อาจขึ้นไปถึงเทียร์ 1 เลยก็ได้ นอกจากนี้ ลูกหลานแรงงานต่างด้าวที่เกิดขึ้นสำหรับกลุ่มที่ได้บัตรชั่วคราว รัฐบาลต้องมีมาตรการดูแลด้วย เพราะเด็กกลับบ้านเกิดยาก ต้องมีการวางแผนหารือกันด้วย และเสนอว่าควรจะเป็นการหารือปัญหาในระดับอาเซียน

Advertisement