หนอนแบนนิวกินี เอเลียนสปีชีส์บุกไทย ทันทีที่กลุ่มอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ (siamensis.org) นำโดย ดร.นณณ์ ผาณิตวงศ์ และจิรวัฒน์ ผลเพิ่มพูล นักวิชาการด้านนิเวศวิทยาอนุรักษ์ ทราบว่ามีการปรากฏตัวของหนอนตัวแบนนิวกินีชนิดพันธุ์รุกรานต่างถิ่น หรือเอเลียนสปีชีส์ที่น่ากลัวที่สุดของโลก ทั้งสองเดินทางไปยังทาวน์เฮาส์หลังหนึ่งย่านคลอง 6 จ.ปทุมธานี ทันที และพบเจ้าเอเลียนหนอนตัวแบนนิวกินีชนิดตัวเป็นๆ
ดร.นณณ์อธิบายที่มาและรูปลักษณ์หนอนตัวแบนนิวกินีว่า มีถิ่นกำเนิดบนเกาะนิวกินี ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อโตเต็มที่จะมีลำตัวยาวประมาณ 5-6 เซนติเมตร ลำตัวสีน้ำตาลเข้ม และมีลายสีน้ำตาลอ่อนพาดกลางลำตัวตามแนวยาว ด้านท้องสีขาวและมีจุดสีขาวเล็กๆ
หนอนชนิดนี้กินหอยทากเป็นอาหารหลัก หากไม่สามารถหาหอยทากกินได้ ยังมีรายงานกินทากเปลือยและไส้เดือนด้วย ในการล่าอาหารจะเลื้อยออกหากินในเวลากลางคืนด้วยการตามกลิ่นเมือกหอยทาก เมื่อเจอเหยื่อ หนอนตัวแบนนิวกินีจะปล่อยน้ำย่อยออกมาย่อยเนื้อหอยทากก่อนที่จะดูดกินเข้าไป
หนอนตัวแบนชนิดนี้มีรายงานถูกปล่อยและหลุดออกสู่ธรรมชาตินอกถิ่นอาศัยตามธรรมชาติหลายแห่ง และมีรายงานว่ารุกรานกินหอยทากท้องถิ่นจนสูญพันธุ์ ทำให้สหภาพสากลว่าด้วยการอนุรักษ์ (IUCN) จัดให้หนอนตัวแบนนิวกินีเป็นหนึ่งในร้อยสัตว์รุกรานต่างถิ่นที่น่ากลัวที่สุดของโลก (100 of the World’s Worst Invasive Alien Species)
ความเสียหายที่เกิดจากหนอนชนิดนี้อาจจะดูเป็นจุดเล็กๆ แต่ผลกระทบจะค่อยๆ ลุกลามกว้างขวางมาก ยกตัวอย่าง หนอนตัวแบนกินหอยทากเป็นอาหารหลัก เมื่อกินหอยทากจนหมดเกลี้ยงแล้วจะกินสัตว์หน้าดินชนิดอื่นๆ จนหมดเกลี้ยง เช่น ไส้เดือน ขณะที่หอยทากก็เป็นอาหารของนกเอี้ยงถ้ำและงูตาโต มีมากที่เขาหินปูน หากนกเอี้ยงถ้ำและงูตาโตไม่มีหอยทากกิน สัตว์พวกนี้ก็จะลดน้อยลง ถึงขั้นสูญพันธุ์ก็ได้ สัตว์แต่ละชนิดมีห่วงโซ่ผูกพันกันเป็นสายใย เมื่อไม่มีชนิดนี้ อีกชนิดก็จะหายไป และหายต่อๆ กันไป ถือเป็นความเสียหายในห่วงโซ่อาหาร และความหลากหลายทางชีวภาพ
ที่กังวลมากในเวลานี้คือ เกรงว่าหนอนชนิดนี้จะไประบาดในป่า ซึ่งจะเป็นตัวการเริ่มต้นทำลายอาหารของสัตว์หลายชนิดต่อๆ กัน
เอเลียนสปีชีส์ที่กำลังสร้างปัญหาบนโลกใบนี้มีอยู่จำนวนมาก ไม่ใช่เฉพาะเจ้าหนอนตัวแบนนิวกินีเท่านั้น ซึ่ง เพชร มโนปวิตร รองหัวหน้ากลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ไอยูซีเอ็น) ให้รายละเอียดเพิ่มเติมถึงความหมายของเอเลียนสปีชีส์ว่า หมายถึงชนิดพันธุ์ที่เกิดขึ้นในที่ที่แตกต่างจากพื้นที่การแพร่กระจายตามธรรมชาติ ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นบางชนิดแพร่ระบาดจนกลายเป็นการรุกรานคุกคามระบบนิเวศ แหล่งที่อยู่อาศัยหรือชนิดพันธุ์อื่นๆ
การรุกรานของชนิดพันธุ์ได้รับการระบุว่าเป็นการคุกคามที่ร้ายแรงต่อความหลากหลายทางชีวภาพทั่วโลก เป็นอันดับสองรองจากการทำลายแหล่งที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติ ในบางประเทศถึงกับระบุว่าเป็นการคุกคามที่สำคัญที่สุด ชนิดพันธุ์เหล่านี้คุกคามระบบธรรมชาติและระบบการผลิตที่มันแพร่ระบาดเข้าไป ครอบครองพื้นที่โดยชนิดพันธุ์เดียวและทำให้เกิดการสูญพันธุ์ของชนิดพันธุ์พื้นเมือง มักส่งผลให้เกิดปัญหาสำคัญทางสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ สุขอนามัย และสังคม ที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายนับล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีผลเสียหายร้ายแรงต่อเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนา
รองหัวหน้ากลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ไอยูซีเอ็น) อธิบายด้วยว่า บรรดาเอเลียนสปีชีส์สามารถเปลี่ยนระดับหรือปริมาณของแสงและลดปริมาณของออกซิเจนที่ละลายในน้ำ เปลี่ยนโครงสร้างและองค์ประกอบทางเคมีของดิน เพิ่มปริมาณน้ำไหลบนพื้นผิวและการกัดเซาะหน้าดิน ที่สำคัญที่สุดคือ ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นสามารถส่งผลกระทบต่อกระบวนการในระบบนิเวศ เช่น วัฏจักรของสารอาหาร การถ่ายละอองเกสร การทับถมหรือเกิดชั้นดินขึ้นมาใหม่ และการถ่ายเทพลังงาน นอกจากนี้ยังอาจมีลักษณะหรือพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงภัยธรรมชาติ
ไอยูซีเอ็นได้ทำบัญชีรายการเอเลียนสปีชีส์ที่ร้ายแรงของโลก 100 ชนิด โดยมีหลักเกณฑ์สำคัญในการพิจารณา 2 ประการ คือ 1.ผลกระทบที่สิ่งมีชีวิตชนิดนั้นมีต่อความหลากหลายทางชีวภาพและผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของมนุษย์ และ 2.ผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมและถิ่นที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติโดยรอบ หลังจากสิ่งมีชีวิตชนิดนั้นเข้ามารุกราน แบ่งเป็น พืช 36 ชนิด สัตว์ 56 ชนิด จุลินทรีย์ 8 ชนิด เชื้อรา 5 ชนิด ยกตัวอย่างความเสียหายสำคัญๆ เช่น ปลากะพงแม่น้ำไนล์แพร่กระจายและเติบโตในทะเลสาบวิกตอเรียในแอฟริกา ทำให้ปลาพื้นถิ่นในทะเลสาบสูญพันธุ์ไปอย่างน้อย 200 ชนิด หรือหอยเชอร์รี่ สร้างความเสียหายด้านการเกษตรอย่างรุนแรงในฟิลิปปินส์ คิดเป็นมูลค่ากว่า 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ
ในประเทศไทยเคยมีรายงานสำคัญ เช่น หอยเชอร์รี่สร้างความเสียหายในนาข้าวริมทะเลสาบสงขลา 3 อำเภอคือ ควนขนุน อ.เมือง และเขาชัยสน เสียหายกว่า 33,547 ไร่ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 70 ล้านบาท เพลี้ยแป้งระบาดที่กาฬสินธุ์ในไร่มันสำปะหลังจำนวน 54,247 ไร่ ครอบคลุม 15 อำเภอ ปลาซัคเกอร์กว่า 10,000 ตัวในคลองพัทยา ทำให้ปลาท้องถิ่นในคลองอื่นๆ หายไปหมด นกพิราบที่สร้างความเสียหายให้กับโครงสร้างอาคารหรือสินค้า รวมไปถึงผักตบชวาที่ทำให้ต้องสูญเสียงบประมาณในการกำจัดกว่าปีละ 50 ล้านบาท หอยทากยักษ์แอฟริกามีการแพร่กระจายออกไปทั่วประเทศ และการที่กินอาหารได้หลายอย่างทำให้เป็นปัญหากับพืชหลายชนิด หอยกะพงเทศมีรายงานการระบาดบริเวณทะเลสาบสงขลา จ.สงขลา เต่าแก้มแดงหรือเต่าญี่ปุ่นกินทั้งพืชและสัตว์เป็นอาหาร พืชผัก ผลไม้ และสัตว์น้ำขนาดเล็ก หรือล่าสุดคือพบการระบาดของปลาหมอสีคางดำระบาดหนักในหลายพื้นที่
ปัจจุบันประเทศไทยได้รวบรวมข้อมูลชนิดพันธุ์ที่มีหลักฐานยืนยันชัดเจนว่าเป็นชนิดพันธุ์ต่างถิ่นไว้ประมาณ 3,500 ชนิด แต่ที่มีศักยภาพรุกรานในประเทศไทยมีทั้งสิ้น 182 ชนิด
สัตว์หลายชนิดที่เราคุ้นเคยกันดีก็นับเป็นสัตว์ต่างถิ่นที่รุกรานและสร้างผลกระทบร้ายแรง เช่น นกเอี้ยงสาริกา แมวบ้าน (ถูกจัดเป็นหนึ่งในร้อยสัตว์รุกรานต่างถิ่นที่น่ากลัวที่สุดของโลก) งานวิจัยจากประเทศออสเตรเลียล่าสุดเปิดเผยตัวเลขที่น่าตกใจไม่น้อย ระบุว่าแมวจรจัดทั่วโลกล่านกวันละ 1 ล้านตัว นกที่ถูกล่าเกือบทั้งหมดคือนกประจำถิ่นที่พบในธรรมชาติ และเป็นชนิดนกที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์กว่า 70 ชนิด โดยเฉลี่ยแมวจรจัดล่านกถึงปีละ 316 ล้านตัว ส่วนแมวที่มีเจ้าของล่านกปีละ 61 ล้านตัว ทำให้แมวขึ้นแท่นสัตว์รุกรานอันดับหนึ่งที่สร้างผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุดในโลก แต่ในไทยยังไม่มีการศึกษาผลกระทบของแมวจรจัดหรือแมวที่เจ้าของเลี้ยงแบบปล่อย ทำให้คนส่วนใหญ่ไม่ตระหนักว่าแมวสร้างผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพในเมืองมากน้อยเพียงใด
กรณีของหนอนตัวแบนนิวกินี โดยลักษณะทางธรรมชาติทำหน้าที่ล่าสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังที่อาศัยอยู่ในดิน เช่น หอยบก ทาก ไส้เดือน ตัวอ่อนแมลง หรือหนอนอยู่ในดินเป็นหลัก
ผลกระทบที่สำคัญจึงจะเกิดขึ้นต่อความหลากหลายของสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังท้องถิ่นที่อาศัยอยู่ตามพื้นดิน
ผลกระทบต่อคนยังไม่น่ากังวลมาก ถ้าไม่นำไปบริโภค
แต่หากบริโภคก็เสี่ยง เพราะมีรายงานว่าหนอนชนิดนี้เป็นแหล่งพยาธิหลายชนิด เช่น พยาธิปอดหนู ที่ทำให้เกิดโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ

