‘เอกพันธ์’เเจ้งความเงิน ปชช.บริจาครักษาอดีตดาวร้ายหายจากบัญชี อดีตภรรยารับเอาไปใช้ ยินดีคืนให้โดยขอผ่อนชำระ

10.11.17 | 15:58 น.

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 10 พฤศจิกายน ที่โรงพยาบาลไทรน้อย อ.ไทรน้อย จ.นนทบุรี นายเอกพันธ์ บันลือฤทธิ์ ได้เดินทางไปเยี่ยมนายกิตติ กลิ่นเกลี้ยง อดีตดาวร้ายที่ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ต่อมาได้ป่วยเป็นอัมพฤกษ์ ได้เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลไทรน้อย เบื้องต้นอาการดีขึ้นตามลำดับ ล่าสุดหลังจากที่ได้พูดคุยกับนายกิตติ ได้ทำกายภาพบำบัดแล้วอาการของพี่กิตติตอนนี้เริ่มดีขึ้นตามลำดับ ใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส โดยมีเจ้าหน้าที่ รพ.ไทรน้อย ให้การดูแลอย่างใกล้ชิด


นายเอกพันธ์กล่าวว่า สภาพจิตใจของพี่กิตติ ขณะนี้ดีขึ้นมากใบหน้าสดใสขึ้น ต่างกับวันแรกที่พบ และในวันจันทร์ที่ 13 พฤศจิกายน จะพาพี่กิตติไปรักษาตาที่โรงพยาบาล หู ตา คอ จมูก ซึ่งเป็นหมอเฉพาะทางย่านตลิ่งชัน โดยให้ทางโรงพยาบาลจัดทีมแพทย์และพยาบาลเฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิดจนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติ ส่วนค่าใช้จ่ายทางมูลนิธิร่วมกตัญญูจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด

ต่อมา นายเอกพันธ์ได้เดินทางไปพบ ร.ต.อ.พันธ์พัฒน์ เศษบุษผา รอง สว. (สอบสวน) สภ.ไทรน้อย จ.นนทบุรี เพื่อลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน เรื่องเงิน 80,000 บาทในบัญชีของนายกิตติ ซึ่งเป็นเงินที่ประชาชนโอนเข้ามาในบัญชีธนาคารกรุงศรีอยุธยา สาขาปทุมธานี ของนายกิตติเพื่อช่วยเหลือในเรื่องของการรักษาตัวจากอาการป่วยดังกล่าว แต่กลับมีการเบิกถอนโดย น.ส.ศศิประภา ซึ่งเป็นอดีตภรรยาของกิตติโดยตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องแต่อย่างใด

ต่อมาเวลา 11.30 น. น.ส.ศศิประภา รุ่งมงคล หรือ คิตตี้ อดีตภรรยาได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน สภ.ไทรน้อย เพื่อชี้แจงเกี่ยวกับกรณีเงินจำนวน 80,000 บาท ที่มีการถูกถอนออกมา ว่าเงินดังกล่าวได้นำไปใช้จ่ายอะไรบ้าง

Advertisement

โดย น.ส.ศศิประภากล่าวว่า ตนได้ใช้บัตร ATM ของนายกิตติ อดีตสามีถอนเงินสดจำนวน 80,000 บาทจริง ซึ่งถอนในวันที่ 6 พฤศจิกายนที่ผ่านมา จำนวน 4 ครั้ง ครั้งละ 20,000 บาท โดยอ้างว่านำเงินดังกล่าวไปใช้หนี้และใช้จ่ายภายในครอบครัว รวมถึงจ่ายค่างวดรถจักรยานยนต์ที่ติดค้างชำระก่อนหน้านี้ และยังนำเงินไปคืนคนที่โอนเงินเข้ามาด้วย ที่หาว่าตนเองหลอกลวง ก็โอนคืนเขาไป และยินยอมที่จะชดใช้เงินคืนนายกิตติ โดยผ่อนชำระให้

เบื้องต้นพนักงานสอบสวนได้ทำการสอบปากคำ นายเอกพันธ์ และ น.ส.ศศิประภา ทั้งสองฝ่ายไว้เป็นหลักฐาน และจะทำการสอบปากคำนายกิตติเพิ่มเติมว่ามีความประสงค์ที่จะดำเนินคดีหรือไม่