สพฉ.ชี้หายใจ ‘เฮือก’ เสี่ยงลมหายใจสุดท้าย ฝึก’อาสาฉุกเฉินชุมชน-รับบริจาคเครื่องช่วยชีวิต’

12.11.17 | 14:37 น.
ร.อ.นพ.อัจฉริยะ แพงมา

จากกรณีนายธนัท ฉิมท้วม หรือโจ บอยสเก๊าท์ อายุ 44 ปี อดีตนักร้องวัยรุ่นชื่อดังหมดสติ และมีอาการหายใจเฮือก แม้จะมีความพยายามช่วยชีวิตเบื้องต้น แต่ไม่สามารถยื้อชีวิตได้ จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมออนไลน์ว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่จะมีการจัดอบรมและให้ความรู้ถึงแนวทางการชีวิตมากขึ้นกว่านี้ เนื่องจากหลายอาการอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่า เป็นโรคหัวใจล้มเหลวหรือไม่นั้น

ล่าสุดเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน ร.อ.นพ.อัจฉริยะ แพงมา เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ(สพฉ.) ให้สัมภาษณ์ ‘มติชน’ เรื่องนี้ว่า ที่ผ่านมา สพฉ.ได้มีการรณรงค์และอบรมให้ความรู้ถึงการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน แต่เรื่องนี้จำเป็นต้องมีการให้ความรู้อย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ และจากกรณีของคุณโจ ที่เกิดขึ้นต้องขอแสดงความเสียใจกับทางครอบครัว เพื่อนและญาติ อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาสพฉ. ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ ทั้งกระทรวงสาธารณสุข  สมาคมเวชศาสตร์การแพทย์ฉุกเฉิน ฯลฯ ในการออกกฎหมายเกี่ยวกับการใช้เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้า หรือที่เรียกสั้นๆว่า เครื่องเออีดี (AED) ในการปฐมพยาบาลเบื้องต้นร่วมกับการทำซีพีอาร์(CPR) ซึ่งเป็นการปั๊มหัวใจอย่างถูกวิธีก็จะเพิ่มโอกาสการรอดชีวิตได้  โดยข้อมูลที่ผ่านมาพบว่า หากทำซีพีอาร์อย่างถูกวิธีโอกาสรอดชีวิตมีถึงร้อยละ 10-20 แต่หากมีการใช้เครื่องเออีดีร่วมด้วยโอกาสรอดชีวิตมีประมาณร้อยละ 50 และหากมีเจ้าหน้าที่หรือทีมแพทย์จากหน่วยกู้ชีพขั้นสูงเข้าช่วยเหลือจะเพิ่มโอกาสรอดชีวิตร้อยละ 70 ซึ่งทั้งหมดอย่าลืมต้องโทรแจ้งที่สายด่วนการแพทย์ฉุกเฉิน 1669

ร.อ.นพ.อัจฉริยะ กล่าวว่า สพฉ.ตระหนักในการให้ความรู้ดังกล่าวโดยได้ร่วมกับหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะในชุมชนได้มีการพัฒนาบุคคลากรที่เรียกว่า อาสาฉุกเฉินชุมชน หรือเรียกว่า  อสช. ซึ่งเดิมทีจะให้ความรู้เพียงว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์เจ็บป่วยฉุกเฉินขึ้นให้รีบแจ้ง 1669 แต่ปัจจุบันได้มีการฝึกอบรมในการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานร่วมด้วย ซึ่งขณะนี้มีอสช.ประมาณหมื่นกว่าคนทั่วประเทศ ยอมรับว่ายังน้อยอยู่ แต่อยู่ระหว่างดำเนินการเพื่อขยายให้เพิ่มมากขึ้นในแต่ละชุมชน นอกจากนี้  สพฉ.ยังร่วมมือกับภาคเอกชน และชุมชน คือ บริษัท ซีพีออลล์ จำกัด (มหาชน) บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และมูลนิธิการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ จัดโครงการรับบริจาค จัดหาเครื่อง AED ไว้ช่วยชีวิตผู้ป่วยฉุกเฉิน ติดตั้งในชุมชน  เพื่อเปิดให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมบริจาคเครื่องดังกล่าว ณ เซเว่น-อีเลฟเว่น เป็นจุดรับบริจาค ซึ่งหากสาขาไหนได้รับเงินบริจาคจนสามารถเครื่องเออีดีได้ ก็จะมีการติดตั้งบริเวณนั้นพร้อมกับตู้โทรศัพท์จากทีโอที เพื่อให้ชาวบ้านระแวกนั้นหากเกิดเหตุฉุกเฉินสามารถโทร 1669 และใช้เครื่องเออีดีได้ทันที

ผู้สื่อข่าวถามว่าเพราะเหตุใดต้องให้ชุมชนช่วยกันบริจาคเครื่องนี้ เลขาธิการสพฉ. กล่าวว่า เนื่องจากเครื่องนี้มีราคาสูงกว่า 5 หมื่นบาท เพราะเครื่องยังมีจำนวนน้อย แต่หากมีการใช้มากขึ้นราคาก็จะถูกลง  ที่สำคัญยังเป็นการตอกย้ำว่าการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานมีความสำคัญ ทุกคนควรมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยอันดับแรก เมื่อพบผู้ป่วยล้มหมดสติลง  1.ผู้ช่วยเหลือต้องพิจารณาสภาพแวดล้อมบริเวณนั้นว่าปลอดภัยหรือไม่ เช่นหากเกิดบริเวณถนน ต้องรีบกันรถก่อนจะช่วยเหลือ 2.ต้องพิจารณาว่าผู้ป่วยหมดสติ หรือรู้สติอยู่ หากยังรู้สติให้ตะแคงตัว แต่หากไม่รู้สติ เช่น มีหน้าซีด แขนขาอ่อนแรง

“ อย่างกรณีคุณโจ มีอาการหายใจเฮือก หากพบว่ามีการหายใจเฮือก 3 ครั้งแล้วหยุด แสดงว่ากำลังเป็นการหายใจเฮือกสุดท้าย ต้องเร่งช่วยชีวิตทันที 3.ให้โทร 1669 และหากมีเครื่องเออีดีต้องนำมาใช่ร่วมด้วย ซึ่งกรณีหากมี 2 คนขึ้นไป อีกคนต้องช่วยด้วยการทำซีพีอาร์ คือการปั๊มหัวใจตรงกึ่งกลางหน้าอกระหว่างหัวนมสองข้าง และกดหน้าอกลึกลงไป 5-6 เซนติเมตร ติดต่อกัน 100-120 ครั้งต่อนาที ซึ่งการกดหน้าอกช่วยภายในเวลา 4 นาทีหลังจากที่หัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันจะสามารถเพิ่มโอกาสรอด ส่วนการใช้เครื่องเออีดี จะเป็นเครื่องอัตโนมัติ เมื่อเปิดเครื่องจะมีเสียงพูดเพื่อแนะนำการช่วยชีวิต ซึ่งจะต้องทำควบคู่กัน เพราะเครื่องนี้จะเหมาะกับภาวะหัวใจเต้นพริ้ว ซึ่งเราไม่มีทางรู้ การช่วยเหลือควบคู่จึงเป็นสิ่งที่เหมาะสม และอย่าลืมต้องโทรแจ้ง 1669 ด้วย” ร.อ.นพ.อัจฉริยะ กล่าว

Advertisement

ทั้งนี้ ข้อมูลจากกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ระบุว่า  ข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขในช่วงปี พ.ศ.2555-2558 พบอัตราการเสียชีวิตด้วยโรคหลอดเลือดหัวใจต่อประชากร1แสนคน มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยในปี พ.ศ. 2558 พบอัตราการเสียชีวิตเท่ากับ 28.92 ต่อประชากร 1 แสนคน หรือเฉลี่ยชั่วโมงละ 2 คน