เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 16 พฤศจิกายน ที่ กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) นางศิรินธร เจริญสุข พร้อมกลุ่มผู้เสียหายจำนวน 7 คน เดินทางเข้าพบ ร.ต.อ.ยุทธจักร นาสุวรรณ รอง สว.(สอบสวน) กก.2 บก.ป. เพื่อเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับน.ส.ติมาภัทร (สงวนนามสกุล) และ น.ส.ไอย์วรินทร์ (สงวนนามสกุล) หลังอ้างตัวว่าพาเหยื่อไปทำงานที่ประเทศเกาหลีใต้ พร้อมข่มขู่บังคับเรียกเก็บเงินค่าดำเนินการ รวมมูลค่าความเสียหายช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา กว่า 20 ล้านบาท โดยนำเอกสารบันทึกข้อความสนทนา และหลักฐานการโอนเงินมามอบให้กับพนักงานสอบสวนเพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบการพิจารณา
นางศิรินธร กล่าวว่า ได้รู้จัก น.ส.ติมาภัทร และ น.ส.ไอย์วรินทร์ ทั้ง 2 รายนี้ผ่านทางเพจเฟซบุ๊ก ในลักษณะของบริษัททัวร์แห่งหนึ่ง หลังได้ยินคนบอกต่อๆ กันมาว่าบริษัทดังกล่าวสามารถพาคนไปทำงานที่ประเทศเกาหลีใต้ได้ และมีงานให้เลือกทำหลายอย่างอาทิ พนักงานโรงงาน โรงแรม แม่บ้าน หรือทำงานในไร่ แต่ต้องยอมจ่ายเงินเป็นค่าดำเนินการรายละประมาณ 21,900 บาท และ 39,000 บาท ต่อคน ตามแต่ราคาโปรโมชั่นในแต่ละเดือน โดยอ้างว่าจะพาไปในลักษณะรูปแบบของนักท่องเที่ยว ซึ่งผู้เสียหายที่ถูก น.ส.ติมาภัทร และ น.ส.ไอย์วรินทร์ หลอกนั้นจะแบ่งออก 2 เป็นแบบ 1.จ่ายเงินค่าเดินทางแล้วแต่ไม่ได้ไป โดยทางบริษัททัวร์จะอ้างว่าอยู่ระหว่างการขอทำวีซ่า และแบบที่ 2 นั้นเป็นผู้เสียหายที่ได้เดินทางไปต่างประเทศจริงแต่สุดท้ายไม่ได้ทำงานตามที่ตกลง ต้องไปรับจ้างรายวันประเภทงานด้านการเกษตรเอง
นางศิรินธร กล่าวอีกว่า นอกจากบริษัทดังกล่าว ยังได้มีการทำตราประทับปลอมจากประเทศญี่ปุ่นปั๊มลงหนังสือเดินทางเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ และยังแอบอ้างเอาข้อมูลของบริษัทอื่นในประเทศเกาหลีใต้มาใช้ในการหลอกลวงให้เหยื่อเชื่อว่าจะได้ทำงานในบริษัทดังกล่าวนั้นๆ และยังเรียกเก็บเงินค่าตรวจประวัติอาชญากรรมที่สูงกว่าปกติด้วย
นางศิรินธร กล่าวอีกว่า จากการตรวจสอบที่ตั้งของบริษัททัวร์ดังกล่าว พบว่าเป็นเพียงการเช่าอาคารพร้อมหาคนมานั่งเพื่อหลอกว่ามีพนักงานเท่านั้น แต่แท้จริงแล้วไม่ได้มีการว่าจ้างเป็นพนักงานบริษัทแต่อย่างใด โดยที่ผ่านมามีผู้เสียหายกระจายไปแจ้งความตามท้องที่ต่างๆ แต่เรื่องไม่คืบหน้า ขณะที่ผู้เสียหายบางรายไม่กล้าแจ้งความ เพราะทางบริษัทอ้างว่ารู้จักตำรวจชั้นผู้ใหญ่ในไทยและเกาหลีใต้ วันนี้จึงรวมตัวมาแจ้งกองปราบฯ โดยจากการรวบรวมข้อมูล 2-3 ปีที่ผ่านมา พบว่ามีผู้เสียหายกว่า 100 ราย มูลค่าความเสียหายกว่า 20 ล้านบาท
บื้องต้นพนักงานสอบสวนได้สอบปากคำผู้เสียหายทั้งหมด ก่อนจะรวบรวมเอกสารหลักฐานต่างๆ ส่งต่อให้กับทางกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือ ดีเอสไอ ดำเนินการต่อไป

