เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน ที่โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ คอนเวนชั่น เครือข่ายองค์กรภาครัฐ องค์กรด้านสุขภาพ ภาคประชาชน และองค์กรระหว่างประเทศ 25 หน่วยงาน อาทิ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย กรุงเทพมหานคร สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ร่วมกันขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์การจัดการเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพประเทศไทย เปิดตัวพันธกิจ “ประเทศไทยปักหมุด…หยุดเชื้อดื้อยา” โดยมี พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการนโยบายการดื้อยาต้านจุลชีพแห่งชาติ เป็นประธาน
พล.ร.อ.ณรงค์ กล่าวว่า เมื่อ 90 ปีก่อนจะมียาต้านจุลชีพคนตายจากโรคติดเชื้อจำนวนมาก กระทั่งยุคหลังจากที่มียาใช้ คนก็ใช้กันอย่างไม่สมเหตุผล ในขณะที่เชื้อจุลชีพต่างๆ ก็พัฒนาตัวองมาต่อสู้กับยาจนเป็นเชื้อยุค 4.0, 5.0 แต่ยายังเป็นแบบ 3.0 และใช้ไม่ได้ผล การพัฒนายาทำได้ยาก พอออกมาก็เกิดการดื้อยาขึ้นอีก บริษัทต่างๆ ก็เลยทำน้อย หรือหันไปพัฒนายาอื่นๆ เช่น ยารักษาโรคไม่ติดเชื้อเรื้อรังดีแทน เพราะได้กำไรสูง ทั้งนี้ ปัจจุบันทั่วโลกมีผู้เสียชีวิตจากเชื้อดื้อยาปีละ 7 แสนคน หรือนาทีละ 1 คน เฉพาะประเทศไทยเสียชีวิตปีละ 3 หมื่นคน คิดเป็นการสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจปีละ 4.2 หมื่นล้านบาท หากไม่มีการแก้ปัญหามีการคาดเดาว่าอีกประมาณ 30 ปีข้างหน้า หรือ ในปี 2593 ทั่วโลกจะมีคนเสียชีวิตจากเชื้อดื้อยาเพิ่มปีละ 10 ล้านคน นาทีละ 19 คน โดยในจำนวนนี้ เป็นประชากรในทวีปเอเชียมากที่สุด 4.7 ล้านคน
พล.ร.อ.ณรงค์ กล่าวต่อว่า เรื่องนี้ทั่วโลกได้ตระหนักดี และในการประชุมสมัชชาโลกเมื่อปี 2558 ก็กำหนดให้ประเทศสมาชิกไปจัดทำยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาเชื้อดื้อยาของตนเอง ภายใต้หลักการสุขภาพหนึ่งเดียวทั้งคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม ซึ่งประเทศไทยก็ได้วางยุทธศาสตร์การจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพประเทศไทย พ.ศ.2560-2564 การจัดงานในครั้งนี้ จึงเป็นวันที่ดีที่ประเทศไทยจะเริ่มคิ๊กออฟปฏิบัติการแก้ไขปัญหาเชื้อดื้อยาในประเทศ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายลดการเจ็บป่วยจากเชื้อดื้อยาลงร้อยละ 50 จากปัจจุบัน ลดการใช้ยาต้านจุลชีพในคนลงเหลือร้อยละ 20 ลดการใช้ในสัตว์ร้อยละ 30 และทำให้ประชาชนมีความรู้ ตระหนักรู้เกี่ยวกับปัญหาของยาต้ายจุลชีพร้อยละ 20 และมาตรฐานการแก้ไขปัญหาอยู่ในระดับสากล
ทพ.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า จากการศึกษาของศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยาพบว่า พฤติกรรมการใช้ยาของคนไทยที่ส่งผลต่อเชื้อดื้อยา เช่น การใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็นใน 3 โรคยอดฮิตอย่างหวัด เป็นแผล และท้องเสีย รวมถึงการซื้อยาปฏิชีวนะกินตามคนอื่นและหยุดยาปฏิชีวนะเมื่ออาการดีขึ้น นอกจากนี้ในต่างจังหวัดยังพบการกระจายยาในร้านชำที่ขาดความรู้เรื่องยาปฏิชีวนะ จึงเน้นให้ความรู้แก่ประชากรกลุ่มเป้าหมายในโรงเรียน เกษตรกร และชุมชน รวมถึงการศึกษาข้อมูลการใช้ยาและพฤติกรรมการใช้ยาของคนไทยโดยร่วมมือกับคณะเภสัชศาสตร์ ตลอดจนทำงานตรงไปที่บุคลากรทางการแพทย์และเภสัชกรในการจัดการเชื้อดื้อยาและการใช้ยาอย่างสมเหตุสมผลในโรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลของมหาวิทยาลัย สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด มากกว่า 30 จังหวัด เพื่อให้ประชาชนได้เข้าถึงข้อมูลการใช้ยาอย่างถูกต้อง
![]()
พญ.มยุรา กุสุมภ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ยุทธศาสตร์จัดการการดื้อยาต้านจุลชีพประเทศไทยจึงมี 6 ด้านคือ 1.การเฝ้าระวังและแจ้งเตือนการระบาดของเชื้อดื้อยา 2.เร่งรัดออกประกาศให้ยาต้านจุลชีพบางรายการเป็นยาที่ต้องมีใบสั่งแพทย์และมีระบบควบคุมการกระจายยา 3.การจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพในโรงพยาบาลอย่างบูรณาการทั้งในสถานพยาบาลรัฐและสถานพยาบาลเอกชน 4.ลดการใช้ยาต้านจุลชีพในการเลี้ยงสัตว์ การประมง และการใช้ยาในพืช 5.บูรณาการการทำงานร่วมกันของหน่วยงานต่างๆ และ6.พัฒนาระบบติดตามประเมินผลในภาพรวม

