เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน ที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค มีการแถลงข่าวผลการสุ่มตรวจสารพิษตกค้างในผักปละผลไม้ ประจำปี 2560 โดย น.ส.ปรกชล อู๋ทรัพย์ ผู้ประสานงานเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืชหรือ Thai-PAN แถลงว่า ได้มีการสรุปผลการตรวจสารพิษจากวัตถุอันตรายทางการเกษตรไปเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยมีการเก็บ 150 ตัวอย่าง ในกลุ่มผัก ผลไม้ และผักพื้นบ้านยอดนิยม จาก100 แหล่งจำหน่ายแบ่งเป็นใน 2 ส่วน คือ ห้างค้าปลีก และตลาดสด พบว่ามีการใช้สารเคมีจากยากำจัดศัตรูพืชตกค้างเกินค่ามาตรฐาน MRL ทั้งหมดร้อยละ 46 ในกลุ่มผักพบมากที่สุดใน ผักคะน้า ถั่วฝักยาวและ พริก ในขณะที่พบสารพิษตกค้างในกะเพรามากกว่าในกระหล่ำปลี ผลไม้ พบมากสุดใน แก้วมังกร องุ่น และผักพื้นบ้านพบมากสุดในใบบัวบก และชะอม ซึ่งใน 1 ตัวอย่างที่พบสารตกค้าง จะพบว่ามีสารตกค้างมากกว่า 1 ชนิด
นอกจากนี้ในปีนี้เป็นปีแรกที่ได้มีการสุ่มตรวจสารตกค้างจากยากำจัดศัตรูพืช 3 ชนิด คืออะทราซีน ไกลโฟเซต และพาราควอต ในผัก ผลไม้ โดยการสุ่มตรวจจากตัวอย่างที่พบว่ามีสารตกค้างจากสารกำจัดศัตรูพืช 78 ตัวอย่าง พบว่า อทราซีน มีการตกค้างเกินมาตรฐาน 4 ชนิด ตำกว่ามาตรฐาน 2 ชนิด ไกลโฟเซต เกินกว่ามาตรฐาน 6 ชนิด และที่น่าตกใจคือ พบการตกค้างของพาราควอตที่พึ่งได้รับการต่ออายุไปอีก 6 ปี เกินมาตรฐานใน 38 ตัวอย่าง หรือประมาณร้อยละ 50 ของผักผลไม่ทั้งหมด ต่ำกว่ามาตรฐาน 1 ตัวอย่าง
“พบว่ามีพาราควอตตกค้างในพืชผักผลไม้หลายชนิด โดยในการสุ่มตรวจผักคะน้า 5 ตัวอย่าง พบตกค้างทั้งหมด พริกมีการสุ่มตรวจ 2 ตัวอย่าง พบตกค้างทั้งหมด ถั่วฝักยาวพบตกค้างจาก 3 ใน 5 ตัวย่าง กระหล่ำปลีตกค้างใน 3 จาก 5 ตัวอย่าง และในผลไม้นั้นจะพบในผลไม้ที่รับประทานเปลือกไม่ได้ เช่นมะละกอ พบว่าตกค้าง 4 จาก 5 ตัวอย่าง และมะพร้าวน้ำหอมพบใน 4 จาก 5 ตัวอย่าง นอกจากนี้ก็จะในใบบัวบก ซึ่งเป็น3 ใน 5 ตัวอย่างผักพื้นบ้าน ซึ่งใบบัวบกนั้นเป็นผักชนิดที่น่าตกใจ เพราะพบทั้งสารตกค้างจากยากำจัดศัตรูพืชและยาฆ่าแมลง สะท้อนให้เห็นว่า มีการผลิตจากเทคโนโลยีที่มีความเสี่ยงเพื่อให้เพียงพอต่อความต่อการจำนวนมาก โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้บริโภค โดยจะเห็นว่าบางชนิดมีใบใหญ่ไม่ใช่พันธุ์พื้นบ้าน ดังนั้นอาจต้องมีการส่งเสริมให้มีการบริโภคผักพื้นบ้านตามฤดูกาล นอกจากนี้ก็ควรเพิ่มข้อมูลผลกระทบจากการบริโภคที่มากเกินไป ” น.ส.ปรกชล กล่าว
และว่า อยากฝากข้อเสนอแนะเชิงนโยบายว่า ควรจะมีการยกเลิกการใช้พาราควอตตามมติของกระทรวงสาธารณสุข( สธ. )และเพิ่มมาตรการรวบรวมข้อมูลและเตือนภัยแก่ประชาชน และตัวเกษตรกรเพราะเกษตรกรบางกลุ่มก็ยังเข้าไม่ถึงข้อมูล ค่ามาตรฐาน MRL ว่าต้องใช้ปริมาณเท่าไร นอกจากนี้ก็ควรมีการเสริมความรู้เรื่องผลการที่มีพาราควอตสะสมในร่างกายจะเกิดผลกระทบในกี่ปี
ผู้สื่อข่าวถามว่า ผลสรุปของทางเครือข่าย 50 จังหวัดที่อาจจะมีการฟ้องร้องให้มีการยกเลิกการต่อทะเบียนพาราควอต หลังจากที่มีการต่อไปแล้ว 6 ปี เป็นอย่างไร น.ส.ปรกชล กล่าวว่า จากการพูดคุยกันของ 389 เครือข่าย จาก 50 จังหวัด จะมีการสรุปอย่างเป็นทางการภายในอาทิตย์หน้า แต่เบื้องต้นคาดว่าจะมีการร้องไปที่ศาลปกครองเพื่อให้การคุ้มครองชั่วคราว ก่อน เพราะทางคณะกรรมการวัตถุอันตรายยังไม่มีการสรุปผลว่ามีอันตรายหรือไม่อย่างไร แต่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กลับรีบทำการต่อทะเบียนจนเกินไปทั้งๆที่สามารถชะลอการต่อทะเบียนออกไปก่อนได้ ซึ่งหากจะนำข้อมูลมาพูดคุยกัน ทางเครือข่ายก็ยินดี แต่คิดว่าจะมีการดำเนินการทางกฎหมายอย่างเต็มที่เช่นเดิม ซึ่งระหว่างที่อาจมีการฟ้องร้องก็อยากให้ให้มีกลไกลกระตุ้นทิศทางสารเคมีโดยให้ผู้บริโภครวมกลุ่มเรียกร้องให้ผู้ผลิตสร้างมาตรฐานและการเฝ้าระวังไปที่หน่วยงานภาครัฐเพื่อให้การคุ้มครอง ซึ่งก็ยังไม่มีคนเริ่มทำในเรื่องดังกล่าว

