หน้าแรก ในประเทศ ประชุมโลกร้อน...

ประชุมโลกร้อน COP23 ดีใจ ไทยลดก๊าซเรือนกระจกตามเป้า

25.11.17 | 16:20 น.

การประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 23 (COP 23)และการประชุมรัฐภาคีพิธีสารเกียวโต สมัยที่ 13 (CMP 13) การประชุมรัฐภาคีความตกลงปารีส สมัยที่ 1.2 (CMA 1.2) ระหว่างวันที่ 6 – 17 พฤศจิกายน 2560 ณ เมืองบอนน์ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ผ่านพ้นไปแล้ว ประเทศไทย ในฐานะประเทศสมาชิกรัฐภาคีฯ ได้เข้าร่วมประชุม เพื่อหาข้อมติกำหนดกติกาตามข้อตกลงปารีส ที่ 196 ประเทศร่วมกันลงนาม เพื่อให้โลกร้อนไม่เกิน 2 องศาเซลเซียส ในปี 2573

ภายในบริเวณสถนที่จัดการประชุม ประเทศไทยได้โดยโดยกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม(สส.) ได้ไปจัดนิทรรศการ นำเสนอข้อมูลและการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภายใต้แนวคิด Thailand Climate Action through Multi–Stakeholder Partnerships โดยใช้แนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 ในการฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ การแก้ปัญหาเขาหัวโล้นในพื้นที่ภาคเหนือ การฟื้นฟูพื้นที่ป่าแบบประชารัฐ เป็นต้น ภายในศาลาไทย(Thai Pavilion) ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมประชุม เข้ามาชมนิทรรศการจำนวนมาก

 

Advertisement

การประชุมระดับสูงของ COP 23 เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน มี นายอันโตนิอู กุแตเรช เลขาธิการสหประชาชาติ กล่าวสุนทรพจน์ในพิธีเปิด ตามด้วยการกล่าวถ้อยแถลงของผู้นำประเทศ เช่น นางอังเกลา แมร์เคิล ซึ่งได้แจ้งแก่ที่ประชุมว่าขณะนี้สหภาพยุโรป ได้รับรองการจัดสรรเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกระหว่างสมาชิกแล้ว นอกจากนั้นยังได้กล่าวย้ำความสำคัญของการเงินด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ควรมาจากประเทศอุตสาหกรรมและแหล่งทุนอื่นๆ และสหภาพยุโรปจะให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนการเงิน เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) หัวหน้าคณะตัวแทนประเทศไทย กล่าวถ้อยแถลงเป็นลำดับที่ 3 จากผู้แทนระดับรัฐมนตรีทั้งหมดในที่ประชุม

มีสาระเน้นความสำคัญและความเร่งด่วน ในการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยอาศัยความร่วมมือของประชาคมโลกภายใต้อนุสัญญาฯ และความตกลงปารีส รวมถึงการนำเสนอความก้าวหน้าในการดำเนินงานของประเทศไทยต่อการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งทางด้านการลดก๊าซเรือนกระจก และ การปรับตัว ได้แก่ การจัดทำแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนศักยภาพการดำเนินงานตามแผนที่นำทางการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย ปี พ.ศ.2564- 2573 และแผนการปรับตัวแห่งชาติ รวมถึงการเรียกร้องให้ประเทศพัฒนาแล้วให้การสนับสนุนทางการเงิน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการเสริมสร้างศักยภาพแก่ประเทศกำลังพัฒนา และเร่งดำเนินการให้สัตยาบันต่อข้อแก้ไขโดฮาของพิธีสารเกียวโต โดยเน้นย้ำว่าการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือในการดำเนินงานของทุกภาคีและภาคส่วน

 

ส่วนวาระสำคัญของประเทศไทย ในการประชุมครั้งนี้ คือ การประชุมองค์กรย่อยเพื่อให้คำปรึกษาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สมัยที่ 47 การประชุมองค์กรย่อยด้านการดำเนินงาน สมัยที่ 47 โดยวาระที่ประเทศไทยให้ความสำคัญใน SBSTA47 ได้แก่ การกำหนดกรอบความร่วมมือเรื่องการพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยี ซึ่งได้กำหนดโครงสร้างของความร่วมมือใน 5 เรื่อง ประกอบด้วย นวัตกรรม การดำเนินงาน การสร้างกรอบนโยบายที่เอื้ออำนวยต่อการดำเนินงาน การสร้างความร่วมมือกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง และการสนับสนุนการดำเนินงาน การกำหนดกรอบความร่วมมือด้านการเกษตร โดยเห็นควรให้มีความร่วมมือเรื่องนี้อย่างเป็นรูปธรรมขึ้นและมอบหมายให้องค์กรย่อยด้านการดำเนินงานมาร่วมผลักดันการดำเนินงานในเรื่องนี้ต่อไป

ส่วนของการลดก๊าซเรือนกระจกได้เชิญชวนให้ภาคีจัดส่งข้อเสนอแนะและมุมมองต่อประเด็นเหล่านี้เพื่อใช้เป็นข้อมูลสำหรับการหารือในการประชุมครั้งต่อไป

สำหรับ การเจรจาเรื่องการเข้าถึงแหล่งเงินด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น กองทุน Green Climate Fund นั้น ในการประชุม COP23 ยังไม่มีความก้าวหน้าเท่าที่ควร เนื่องจากที่ผ่านมาประเทศพัฒนาแล้วยังเห็นว่าควรหารือให้ได้ข้อสรุปเกี่ยวกับแนวทางการบริหารจัดการกองทุนการปรับตัวให้เรียบร้อยก่อนที่จะมีข้อสรุปให้กองทุนการปรับตัวอยู่ภายใต้ความตกลงปารีส จึงได้ข้อสรุปร่วมให้มีการตัดสินใจในเรื่องนี้ในการประชุม COP 24 นอกจากนี้ มีประเทศพัฒนาแล้วบางประเทศนำหลักเกณฑ์ที่ไม่ได้กำหนดโดยอนุสัญญาฯ มาใช้ ในการพิจารณาให้การสนับสนุนโครงการในกองทุน Green Climate Fund ซึ่งเรื่องนี้ประเทศไทยให้ความสำคัญและจะร่วมหารือกับภาคีที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่องต่อไป

พล.อ.สุรศักดิ์ กล่าวว่า การประชุม COP23ถือเป็นช่องทางที่ประเทศไทยได้มานำเสนอความเห็นต่อทิศทางและแนวทางความร่วมมือภายใต้ความตกลงปารีสเพื่อร่วมกำหนดแนวปฏิบัติที่ชัดเจน โดยเฉพาะแนวปฏิบัติเกี่ยวกับกลไกสนับสนุนการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรมของประเทศกำลังพัฒนาอย่างเข้มแข็ง รวมถึงเป็นการเน้นย้ำความสำคัญของความร่วมมือของทุกประเทศในโลกในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยประเทศไทยมีความมุ่งมั่นที่จะมี ส่วนร่วมกับประชาคมโลกในการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้อย่างจริงจังและต่อเนื่อง”

การประชุมคั้งนี้ พล.อ.สุรศักดิ์ ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจร่วมกับนายหลุยส์ กิลเบรโต มูริโย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาที่ยั่งยืน สาธารณรัฐโคลัมเบีย เพื่อริเริ่มและส่งเสริมความร่วมมือด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมระหว่างสองประเทศอย่างเป็นทางการต่อไปอีกด้วย

 

พล.อ.สุรศักดิ์ ให้สัมภาษณ์หลังประชุม ว่า ได้หารือแนวทางปฏิบัติ ข้อกำหนดการบังคับใช้ความตกลงปารีสก่อนเริ่มมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ หลังพิธีสารเกียวโตหมดอายุลงในปี 2563 โดยแต่ละประเทศต้องเพิ่มเป้าการลดก๊าซเรือนกระจกอีก 11 – 13.5 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซค์ ภายในปี 2573 ขณะที่ประเทศไทยได้ทำแผนลดก๊าซเรือกระจกปี 2564-2573 เรียบร้อยแล้ว โดยลดให้ได้ร้อยละ 20 – 25 ซึ่งประเทศไทยสามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้แล้ว 40.14 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ หรือร้อยละ 11 ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกรณีปกติ ตั้งแต่ปี 2558 แล้ว ถือว่าสำเร็จเกินเป้าที่ประกาศไว้ร้อยละ 7 – 20 ภายในปี 2563