รวบบิ๊กบ.ทัวร์ศูนย์เหรียญทำบัตรสวมตัว จ่อลุยค้นนครสวรรค์ ย้ายเข้า-ออกทะเบียนบ้านเป็นร้อย

26.11.17 | 13:41 น.

เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน ที่ศูนย์ปฎิบัติการ กองกำกับการ 1 กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว 1 กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว (บช.ทท.) สนามศุภชลาศัย พล.ต.ต.ชัยวัฒน์ ฉันทวรลักษณ์ รอง ผบช.ภ.6 พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รรท.รอง ผบช.ทท. พ.ต.อ.อาชยน ไกรทอง รอง ผบก.ทท. พ.ต.อ.ศานุติ แขวงโสภา รอง ผบก.ทท. แถลงจับกุม นายเหลียน แซ่เก่า อายุ 35 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาล จ.นครสวรรค์ ลงวันที่ 23 พฤศจิกายน ข้อหา “ยื่นคำขอมีบัตรโดยมิได้มีสัญชาติไทย ด้วยการแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จ ปลอมบัตรปกปิดความจริงต่อเจ้าพนักงาน” โดยจับกุมได้ภายในซอยอยู่เจริญ แขวงและเขตดินแดง กทม.

พล.ต.ต.ชัยวัฒน์กล่าวว่า ตามนโยบายของรัฐบาลให้หน่วยงานราชการร่วมบูรณาการกำลังในการปราบปรามกลุ่มบริษัทนำเที่ยวผิดกฎหมายหรือกลุ่มบริษัทนำเที่ยวที่ประกอบการในลักษณะนอมินี รวมถึงกลุ่มบุคคลต่างด้าวสวมบัตรประชาชนเป็นคนไทย มาประกอบธุรกิจนำเที่ยว ในลักษณะทัวร์ต่ำกว่าทุนหรือทัวร์ศูนย์เหรียญ ซึ่งจะทำให้ภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของประเทศไทยเสียหาย และส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศทาง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.สั่งการให้กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยวดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลอย่างเคร่งครัดและให้มีผลการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมจึงร่วมกับกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยตำรวจภูธรภาค 6 และกองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ เข้าสืบสวนสอบสวนกรณี นายเหลียน ซึ่งมีพฤติการณ์สวมบัตรประชาชนเป็นคนไทยมาประกอบธุรกิจนำเที่ยว โดยเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัท วั้นกั๋ว กั๋วจี้ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ถนนราษฎร์พัฒนา แขวง-เขตสะพานสูง กทม.ประกอบกิจการขายส่งคอมพิวเตอร์และซอฟแวร์อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องมือสื่อสาร และ รับนักท่องเที่ยวชาวจีนเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย

พล.ต.ต.ชัยวัฒน์กล่าวต่อว่า จากการสืบสวนสอบสวนพบข้อมูลว่า นายเหลียน ยื่นคำร้องขอมีบัตรประจำตัวประชาชนครั้งแรกเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2544 ที่อำเภอเมือง จ.นครสวรรค์ โดยใช้ชื่อ “นายวิษณุ รัตนะแสงงาม” ซึ่งพบว่ามีการปลอมแปลงข้อมูลด้านอายุและปีเกิด โดยใช้หมายเลขประจำตัวประชาชน 1-1014-00734-84-1 ก่อนจะมีการขอทำบัตรประชาชนอีกครั้งปี 2547 จนกระทั่งวันที่ 26 กรกฎาคม 2550 นายเหลียน ได้ทิ้งตัวตนที่สวมเป็นนายวิษณุทิ้ง และขอทำบัตรประชาชนใหม่อีกครั้งเพราะว่าได้ให้บิดาพิสูจน์สัญชาติไทยของตนเอง โดยใช้หมายเลขบัตรประชาขน 5-6001-01076-29-6 จนถึงปัจจุบัน

พล.ต.ต.ชัยวัฒน์กล่าวต่ออีกว่า ซึ่งการกระทำดังกล่าวทำให้นายวิษณุตัวจริงได้รับความเดือดร้อน จึงทำการตรวจสอบความเคลื่อนไหวทางทะเบียนราษฎร และรวบรวมพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ จึงนำไปสู่การออกหมายจับนายเหลียนดังกล่าว จากการตรวจสอบบริษัทนายเหลียนทำกิจการพบว่าในช่วงแรกได้ทำเป็นบริการส่งอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ก่อนจะมาเริ่มทำธุรกิจทัวร์ต่ำกว่าทุนหรือทัวร์ศูนย์เหรียญ

พล.ต.ต.ชัยวัฒน์กล่าวว่า คดีดังกล่าวมีประชาชนร้องเรียนเข้ามาเป็นจำนวนมากในเรื่องของการสวมบัตรประชาชน สำหรับผู้ต้องหาคนดังกล่าวเป็นชาวจีน แต่ทำการสวมบัตรประชาชนของนายวิษณุ รัตนะแสงงาม ซึ่งนายวิษณุได้มีปัญหาไม่ได้แจ้งเกิดจึงทำให้ชื่อตกหล่น หลังจากนั้นน่าจะมีเจ้าหน้าที่ใช้โอกาสนี้สวมชื่อนายเหลียนเข้าแทนทันที โดยหลังจากนี้จะให้ทางกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ทำการถอนบัตรประชาชน และจะประสานกระทรวงพาณิชย์ ให้เพิกถอนใบประกอบการ ส่วนกรมท่องเที่ยวจะเพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการทัวร์

Advertisement

นายเหลียนกล่าวว่า ตนสวมบัตรประชาชนของนายวิษณุตั้งแต่อายุ18 ปี เพื่อจะมาประกอบกิจการในประเทศไทยและยอมรับว่าได้ดำเนินการประกอบกิจการทัวร์ศูนย์เหรียญจริงโดยเป็นเครือข่ายย่อย จะทำหน้าที่หานักท่องเที่ยวมาส่งให้กับบริษัททัวร์ โมเดริน์ โดยตนเพิ่งเริ่มทำกิจการทัวร์ได้เพียง 2 เดือนก่อนจะโดนเจ้าหน้าที่เข้ากวาดล้างและจับกุมดังกล่าว

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่นำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองนครสวรรค์ ดำเนินคดีตามกฎหมาย ทั้งนี้ จากการสอบสวนผู้ต้องหาในเชิงลึก ยังทราบว่ามีผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องอีก 2 คน คือนายอายี้น้อยหรือซ้ง แสนหมี่ ผู้ต้องหาตามหมายจับศาล จ.มีนบุรี ที่ จ.1070/2560 วันที่ 24 พฤศจิกายน ในข้อหา “ยื่นคำขอมีบัตรโดยมิได้มีสัญชาติไทย ด้วยการแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จ ปลอมบัตรปกปิดความจริงต่อเจ้าพนักงาน” ซึ่งขณะนี้หลบหนีไปประเทศจีน ตั้งแต่วันที่ 23 กันยายน จากการตรวจสอบพบว่าเป็นเจ้าของบริษัท ที.ยู.เอ็กซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เริ่มดำเนินกิจการท่องเที่ยวตั้งแต่ปี 2555 โดยนำท่องเที่ยวชาวจีนมาเที่ยวที่ จ.ภูเก็ต และ
นายจงหรือทรงไพศาลกิจ แซ่ม้า ผู้ต้องหาตามหมายจับศาล จ.แม่สอด ที่ จ.71/2560 ลงวันที่ 5 มิถุนายน 2560 ในข้อหา “ยื่นคำขอมีบัตรโดยมิได้มีสัญชาติไทย ด้วยการแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จ ปลอมบัตรปกปิดความจริงต่อเจ้าพนักงาน” ซึ่งขณะนี้หลบหนีไปประเทศมาเลเซีย ตั้งแต่วันที่ 17 มีนาคม จากการตรวจสอบพบว่าเป็นเจ้าของบริษัท ไทย จง หัว ทราเวล กรุ๊ป (ไทยแลนด์) จำกัด เริ่มกิจการตั้งแต่ปี 2555 และขณะนี้ได้นำทรัพย์สินกว่าร้อยล้านบาทหลบหนีไปด้วย นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบพบว่ามีบ้านหลังหนึ่งที่ จ.นครสวรรค์ มีคนเข้าออกทะเบียนบ้านนับร้อยคน ซึ่งเชื่อว่าเป็นสถานที่แปลงสัญชาติให้เป็นสัญชาติไทยก่อนจะกระจายออกไป โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการสืบสวนในทางลับ