จากกรณีพนักงานสาวฝ่ายผลิตของ บริษัท แห่งหนึ่ง ในเขตอุตสาหกรรมนวนคร อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 11 คน เข้าแจ้งความกับตำรวจ สภ.สูงเนิน ให้ดำเนินคดีกับนายแพทย์ ตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในตัวเมืองนครราชสีมา ในข้อหากระทำอนาจาร หลังถูกนายแพทย์คนดังกล่าวใช้มือจับลูบคลำบริเวณหน้าอก ระหว่างตรวจสุขภาพร่างกายประจำปี เหตุเกิดภายในโรงงานที่ผู้เสียหายทำงานอยู่ เมื่อวันที่ 17พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยล่าสุดนายแพทย์คนดังกล่าวได้ออกมาปฏิเสธว่าไม่ได้ทำอนาจารตามที่ถูกกล่าวหาและน่าจะเป็นการกลั่นแกล้งและพร้อมสู้คดีจนถึงที่สุด
เมื่อเวลา 13.50 น. วันที่ 26 พ.ย.60 นายธนเดช ศรีลมุล ทนายความ ได้รับมอบหมายจากนายแพทย์ที่ถูกสาวโรงงานกล่าวหาว่าทำอนาจาร ได้เข้าพบกับ พ.ต.ท.ตระการ ศักดิ์ศรีกรม พนักงานสอบสวนเจ้าของคดี ที่ สภ.สูงเนิน พร้อมยื่นหนังสือขอเลื่อนการให้ปากคำและรับทราบข้อกล่าวหา โดยระบุเหตุผลในหนังสือว่า ติดภารกิจที่ต้องปฏิบัติและไม่สามารถเลื่อนได้ จึงขอขยายระยะเวลาเข้าพบพนักงานสอบสวนออกไปอีกกำหนด 7 วัน โดยจะเข้าพบในวันที่ 3 ธันวาคม 2560 เวลา 14.00 น.
นายธนเดช ทนายความ เปิดเผยว่า วันนี้นายแพทย์ที่ถูกกล่าวหา ได้มอบหมายให้ตนเองมายื่นหนังสือขอขยายเวลาเข้าพบพนักงานสอบสวนไปเป็นวันที่ 3 ธันวาคม 2560 เนื่องจากได้นัดหมายตรวจคนไข้ไว้ก่อนหน้านั้นแล้วไม่สามารถเลื่อนได้เพราะหากเลื่อนจะมีผลเสียต่องานในหน้าที่และแพทย์คนอื่นก็ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่แทน แต่อย่างไรก็ตามตนเองได้รับการยืนยันจากนายแพทย์ว่าจะสู้คดีตามกระบวนยุติธรรมและจะมาพบพนักงานสอบสวนในวันที่ 3 ธันวาคมนี้ด้วยตัวเองไม่หลบหนีอย่างแน่นอน
ด้านนางสาวเอ(นามสมมุติ )ผู้เสียหาย เปิดเผยว่า การตรวจร่างกายประจำปีของพนักงานบริษัท มีจำนวน 15 ราย โดยไม่มีรายการตรวจมะเร็งเต้านม ตามที่นายแพทย์ที่ตรวจกล่าวอ้างแต่อย่างใด และยังให้ข่าวกับสื่อมวลชนว่าการเข้าแจ้งความดำเนินคดีของพวกตนเป็นการกลั่นแกล้งนั้น ตนจึงอยากถามว่ามีเหตุผลอะไรที่จะไปกลั่นแกล้งหมอ หมอทำอะไรก็รู้อยู่แก่ใจ และข้อมูลจากปากของเพื่อนพนักงานโรงงานอีก 10 คน ก็ยืนยันตรงกันว่าเป็นการกระทำอนาจารจริง และพวกตนก็จะสู้คดีให้ถึงที่สุดเช่นเดียวกัน
ด้าน พ.ต.ท.ตระการ ศักดิ์ศรีกรม พนักงานสอบสวนเจ้าของคดี เปิดเผยว่า หลังได้รับหนังสือขอขยายเวลาเข้ามารับทราบข้อกล่าวหาของนายแพทย์จากทนายความแล้ว ตนก็จะนำเสนอต่อผู้กำกับการ สภ.สูงเนิน เพื่อพิจารณาถึงเหตุผลที่กล่าวอ้างว่ามีความจำเป็นจริงหรือมีเจตนาอย่างไร ซึ่งถ้าพิจารณาแล้วเห็นว่าไม่มีความจำเป็นพนักงานสอบสวนก็จะออกหมายเรียกให้มารับทราบข้อกล่าวหาอีกครั้ง ถ้าออกหมายเรียกเป็นครั้งที่สองไม่มารับทราบข้อกล่าวหาอีกก็ถือว่ามีพฤติกรรมที่จะหลบหนี ตำรวจก็จะเสนอศาลออกหมายตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

