เลขาฯศาลไม่เคยเห็น คดีขบวนการจ้างคนรับผิด”ครูจอมทรัพย์”มาก่อน

26.11.17 | 17:42 น.
นายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม (แฟ้มภาพ)

เมื่อเวลา13.30น.วันที่ 26 พฤศจิกายน นายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ได้ตอบต่อซักถามการรื้อฟื้นคดีนางจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร ครูใน จ.สกลนคร ระหว่างร่วมเป็นประธานมอบประกาศนียบัตรแก่สื่อมวลชน ในการจัดกิจกรรมสัมมนาความรู้ทางกฎหมายและระบบพิจารณาพิพากษาคดีของศาลยุติธรรมแก่สื่อมวลชน ซึ่งร่วมโครงการพัฒนาสื่อมวลชนเพื่อการประชาสัมพันธ์ศาลยุติธรรม (สศย.) รุ่นที่ 1 ว่า คดีดังกล่าวที่ผ่านมาถือว่า เข้าสู่กระบวนการรื้อฟื้นคดีไปแล้วแต่ผลของศาลฎีกาที่ออกมาไม่ได้เปลี่ยนแปลงคำพิพากษาเดิมที่เคยตัดสิน เพราะเห็นว่าพยานหลักฐานที่นำมาไต่สวนนั้นไม่ใช่พยานหลักฐานใหม่ โดยคดีนี้ไม่ใช่เรื่องแรกที่ผลออกมาเช่นนี้ ซึ่งคดีต่างๆ ศาลก็ได้พิจารณาทั้งข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และหลักความน่าเชื่อถือของพยานและตรรกะความสมเหตุสมผล ขณะที่การทำหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมเราไม่ขอวิจารณ์กล่าวถึงหน่วยงานอื่น ศาลก็ทำหน้าที่ของเราอย่างเต็มที่ที่สุด

เมื่อถามว่า คำพิพากษาศาลฎีกาได้ระบุถึงขบวนการจ้างคนรับผิดมาอ้างเป็นพยานหลักฐานใหม่ ในคดีนี้ถือเป็นคดีแรกหรือไม่ นายสราวุธ กล่าวว่า ในคดีอื่นๆ ที่ผ่านมาไม่เคยเห็นลักษณะเช่นนี้มาก่อน เมื่อถามถึงองค์ประกอบความผิดการเบิกคามเท็จหรือให้การเท็จว่า การจะเป็นความผิดนั้นเพียงรู้แค่บางส่วน หรือรับรู้ทั้งหมด นายสราวุธกล่าวว่า ประเด็นดังกล่าวถือเป็นความผิดเมื่อเบิกความเท็จข้อสำคัญในคดี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 บัญญัติว่าผู้ใดเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีต่อศาล ถ้าความเท็จนั้นเป็นข้อสำคัญในคดี ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้าความผิดดังกล่าวในวรรคแรก ได้กระทำในการพิจารณาคดีอาญา ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี และปรับไม่เกินหนึ่งแสนสี่หมื่นบาท