เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน นายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวถึงทำงานของศาลและการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ระหว่างการจัดกิจกรรมสัมมนาความรู้ทางกฎหมายและระบบพิจารณาพิพากษาคดีของศาลยุติธรรมแก่สื่อมวลชน โครงการพัฒนาสื่อมวลชนเพื่อการประชาสัมพันธ์ศาลยุติธรรม (สศย.) รุ่นที่ 1 ว่า ศาลมีหน้าที่อำนวยความยุติธรรม สิ่งแรกที่ศาลต้องทำคือ การกระทำให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ ฯ ปี 2560 มาตรา 68 ว่า “ความยุติธรรมนั้นต้องสามารถส่งมอบให้กับประชาชนได้ โดยชี้ขาดและทำให้เกิดความเป็นธรรม นอกจากนี้ต้องไม่เลือกปฏิบัติซึ่งคนที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมไม่ว่ารวยหรือจน มีฐานะทางเศรษฐกิจอย่างไร หรือศาสนาใด เพศอย่างไร สีผิวอะไรก็ตาม ก็ต้องได้รับการปฏิบัติที่เท่าเทียมกัน ขณะเดียวกันเรื่องความสะดวกรวดเร็วที่ประชาชนควรจะได้รับนั้น นายชีพ จุลมนต์ ประธานศาลฎีกา ก็ให้เป็นนโยบายเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษาไว้ซึ่งบทบาทที่จะอำนวยความยุติธรรมประชาชนเป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้นศาลก็ต้องปฏิบัติหน้าที่ โดยมีประสิทธิภาพ ให้ความเป็นธรรม และรวดเร็วด้วย ซึ่งการให้ประชาชนเข้าถึงได้ด้วยความสะดวกรวดเร็วและไม่เสียค่าใช้จ่ายที่เกินควร เป็นหัวใจในการทำงาน ส่วนการให้ความเป็นธรรมนั้นนายชีพพิ่งประชุมผู้พิพากษาทั้งหมด และให้นโยบายผู้บริหารไปว่าในปี 2561 จะทำคดีให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปีขณะนี้ในศาลอุทธรณ์ามารถทำคดีให้เสร็จได้ภายใน 1 ปีอยู่แล้ว ขเหลือศาลฎีกากำลังไล่ทำคดีค้างเก่า ส่วนศาลชั้นต้นในภาพรวมก็ดีขึ้นในปี 2560 ก็ปฏิบัติภารกิจมอบความยุติธรรมในคดีกว่า 1.7 ล้านคดี
“อนาคตแม้รัฐธรรมนูญกำหนดเรื่องการปฏิรูปไว้ แต่ศาลเองก็ไม่ได้รอแผนปฏิรูปโดยสิ่งใดที่เห็นว่าเราสามารถทำได้และเกิดความสะดวกรวดเร็วกับประชาชนเราจะดำเนินการทันที โดยไม่ต้องรอว่ามีแผนปฏิรูปก่อน หรือมีกฎหมายก่อนถึงจะทำ เพราะบางเรื่องการที่จะมอบสิ่งเหล่านี้ให้ประชาชนไม่ต้องรอแผนปฏิรูปแต่อาศัยความพร้อมของคนในการทำงานหรือการกำหนดกฎ-ระเบียบภายใน ถ้าเราลงมือได้ทันทีประชาชนก็ได้รับประโยชน์ ตรงนี้ก็เป็นหัวใจสำคัญ ส่วนบทบาทหน้าที่สื่อมวลชน ก็มีส่วนที่จะช่วยใประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง เข้าใจในภารกิจ”นายสราวุธกล่าว
นายสราวุธกล่าวถึงการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ตามแผนปฏิรูปประเทศ ในส่วนของศาลยุติธรรมด้วยว่า ตนในฐานะตัวแทนของศาลยุติธรรมและหนึ่งในคณะคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม ก็ได้ชี้แจงต่อคณะกรรมการปฏิรูปฯ ซึ่งใน 10 ประเด็นคณะปฏิรูปฯ มีส่วนที่เกี่ยวกับศาลก็หลายเรื่องเช่นเดียวกับหน่วยงานอื่น เช่น การกำหนดระยะเวลาในการปฏิบัติงานของหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมตามมาตรฐานของแต่ละหน่วย คือ การก็เหมือนกับจะให้ประกาศว่าแต่ละหน่วยงานจะใช้เวลาดำเนินการแต่ละขั้นตอนนานเท่าใดเมื่อประชาชนมาติดต่อก็จะได้รับรู้ว่าเริ่มเมื่อใด จบเมื่อใด โดยในส่วนศาลเองก็เห็นด้วยและพร้อมสนับสนุนทั้ง 10 ประเด็น เช่น เรื่องการรับฟังหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ , ความเหลื่อมล้ำของประชาชนที่มาจากฐานะทางเศรษฐกิจของแต่ละคน ตัวอย่างปรับคนรวย 10,000 บาทคงไม่มีผลกระทบอะไร แต่ถ้าคนยากจนปรับ 500 หรือ 1,000 บาท ก็อาจได้รับผลกระทบ นอกจากนี้ยังมีการเสนอเรื่องบทลงโทษว่าไม่จำเป็นต้องติดคุกเพียงอย่างเดียวโดยจะมีมาตรการอื่นอีกได้หรือไม่เพื่อให้ศาลกำหนดเป็นวิธีการลงโทษ เพราะมีปัญหาคนล้นเรือนจำซึ่งทุกวันนี้มีคนถูกคุม-ขังประมาณ 300,000 กว่าคนสถานที่จึงคับแคบไม่เพียงพอ และขณะที่ส่วนใหญ่เป็นคดียาเสพติดถึง 75-80 % คณะปฏิรูปฯ จึงเข้ามาดูด้วยว่าจะแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างไร
เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ยังกล่าวถึงการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่ออำนวยความสะดวกในกระบวนการยุติธรรมด้วยและลดภาระค่าใช้จ่ายในภาครัฐด้วยว่า เมื่อประธานศาลฎีกาให้นโยบายที่ชัดเจน ตนก็ได้พยายามดำเนินการขับเคลื่อนทั้งหมด เช่น การใช้เทคโนโลยีสำหรับการประชุมระบบวิดีทัศน์ทางไกลในศาลทั่วประเทศ ซึ่งไม่ต้องใช้เวลาเดินทางมากและประหยัดค่าใช้จ่าย และระบบการยื่นฟ้องแบบ E-filing ที่อำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน ไม่จำเป็นต้องเดินทางมาที่ศาลในการยื่นฟ้อง-ยื่นคำร้องคดีแพ่ง ส่วนความเป็นได้ต่อการพัฒนาและปรับปรุงทำงานแบบบูรณาการของหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมเพื่อให้การทำงานด้านคดีสมบูรณ์แบบ ป้องกันไม่ต้องมีการร้องขอรื้อฟื้นคดีบ่อยๆ ในภายหลัง
นายสราวุธกล่าวว่า การทำงานของหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมนั้น ตามรัฐธรรมนุญ มาตรา 68 ก็ชัดเจนว่า การจัดระบบในกระบวนการยุติธรรมต้องจัดเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ไม่เลือกปฏิบัติ และให้ประชาชนเข้าถึงได้โดยสะดวกรวดเร็ว ไม่เสียค่าใช้จ่ายที่เกินสมควร คือคัมภีร์หลักที่เป็นแนวนโยบายพื้นฐานของรัฐเลย ดังนั้นเรื่องความร่วมมือโดยปกติก็ต้องร่วมมือในงานกันอยู่แล้วก็ยังไม่เห็นข้อขัดข้องใด โดยในคดีอาญา 1.7 ล้านคดีก็เป็นคดียาเสพติดเกือบครึ่งหนึ่ง 800,000 คดี ซึ่งตัวเลขเป็นคดีที่มาถึงศาลที่มีการฟ้องร้องแล้วแต่ต้องคิดดูว่าคดีในชั้นตำรวจและอัยการยังมีมากกว่านี้เพราะบางเรื่องตำรวจและอัยการยังสั่งไม่ฟ้องอีกเยอะ ดังนั้นในกระบวนการทำงานต้องยอมรับว่าในทุกประเทศความผิดพลาดคลาดเคลื่อนมีทุกองค์กรเกิดขึ้นได้เสมอเพราะมีมนุษย์ในการทำงาน ไม่ใช่เฉพาะในกระบวนการยุติธรรมหรือแวดวงในศาลเท่านั้น
“แต่กระบวนการที่ผ่านมาในการขอรื้อฟื้นคดีก็อาจเป็นบทเรียนส่วนหนึ่งของการทำงานในหน่วยงานกระบวนการยุติธรรมว่าเราจะไปปรับปรุงแก้ไขอย่างไร และวันนี้ที่จะมีส่วนช่วยอย่างมากในกระบวนการยุติธรรม ก็คือเรื่องหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์หรือเทคโนโลยี ซึ่งปัจจุบันการทำผิดการก่ออาชญากรรมบางเรื่องแทบไม่ต้องเอาพยานบุคคลมาสืบมากเพราะมีกล้องบันทึกภาพ ตัวอย่างการทำผิดกฎหมายจราจรมีรูปถ่ายเรียบร้อย ความเร็วเท่าใด หรือมีหลักฐานคลิปต่างๆ สิ่งเหล่านี้จะทำให้กระบวนการยุติธรรมมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยคณะกรรมการปฏิรูปฯได้กำหนดเรื่องนี้ไว้ในแผนปฏิรูปประเทศด้วยว่า จะทำอย่างไรให้มีช่องทางนำเสนอพยานหลักฐานเหล่านี้มาสู่ศาลมากขึ้น แต่ที่สำคัญคือยังเน้นเรื่องพัฒนาคน ที่ต้องมีคุณธรรมและจริยธรรมประกอบกันด้วย โดยตลอดการทำงานองค์กรผู้พิพากษามา 20 ปีเห็นชัดว่าศาลได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชนเพราะว่าเราดำเนินการโดยเด็ดขาดกับคนที่ฝ่าฝืนกฎหมาย จริยธรรม มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาค เท่าเทียม ไม่เลือกปฏิบัติ” นายสราวุธกล่าว

