อดีตที่ปรึกษารมว.แรงงานแนะ ‘ปฏิรูปบำนาญ’ เปิดช่องเพิ่มเงินสมทบตามใจผู้ประกันตน

28.11.17 | 13:16 น.

เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน ที่อิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี สำนักงานประกันสังคม(สปส.)จัดการประชุมรับฟังความคิดเห็น “การปฏิรูประบบบำนาญประกันสังคม”  ครั้งที่ 12  ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายของการรับฟังความคิดเห็นประจำปี 2560  ซึ่งจัดในส่วนภูมิภาคจำนวน 10 ครั้ง และกรุงเทพมหานคร จำนวน 2 ครั้ง ประกอบด้วย จังหวัดนนทบุรี   พระนครศรีอยุธยา   เชียงใหม่ พิษณุโลก  กระบี่ สงขลา  ขอนแก่น  อุบลราชธานี  ระยอง  เพชรบุรี และกรุงเทพมหานคร ก่อนจะสรุป

นายอารักษ์ พรหมณี อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ในฐานะผู้ทรงคุณวุฒิระบบบำนาญ กล่าวว่า   รูปแบบการคุ้มครองของกองทุนประกันสังคม แบ่งเป็น 1.บริการทางการแพทย์ 2.เงินทดแทนการขาดรายได้ ซึ่งมีระยะสั้น ระหว่างการทำงาน อย่างการลาคลอด  ส่วนระยะยาว จะเป็นหลังวัยทำงานหรือทำงานไม่ได้เหตุทุพพลภาพ ซึ่งในส่วนนี้กองทุนประกันสังคมมีเรื่องบำเหน็จ และบำนาญ และมีการกำหนดเอาไว้ว่า ผู้ที่จะรับเงินบำนาญได้นั้นจะต้องจ่ายเงินสมทบเกิน 180 เดือนหรือ 15 ปี และมีอายุ 55  ปี ซึ่งเป็นกฎหมาย ณ ปัจจุบัน  แต่ในกรณีหากผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบไม่ถึง 15 ปีก็สามารถรับเป็นเงินบำเหน็จ ซึ่งก็คือ เงินในส่วนที่ผู้ประกันตนออมไว้ หรือที่เรียกว่า การคืนเงินสมทบสะสม แต่ก็มีคนบอกว่าไม่ได้ ต้องเรียกว่าเงินบำเหน็จ สุดทายตอนนี้ก็เกิดคำถามว่า ทำไมไม่เปิดให้ผู้ประกันตนเลือกว่า จะรับเงินบำเหน็จและบำนาญ

“กรณีที่ประกันสังคมสร้างเงื่อนไขการรับเงินบำเหน็จและบำนาญ ก็เพราะโดยหลักกฎหมายต้องการให้เกิดการออมเงินขึ้น เพื่อไว้ใช้ยามเกษียณ ซึ่งปัจจุบันก็มีแนวทางจะขยายอายุรับเงินบำนาญ รวมทั้งการเพิ่มเงินสมทบในบางกลุ่ม แต่ก็เกิดคำถามว่า การแก้ไขกฎหมายครั้งนี้ นอกจากเรื่องเหล่านี้แล้ว ควรคำนึงถึงเมื่อเกษียณแล้ว นอกจากเงินดำรงชีพ ในเรื่องของคนดูแลยามแก่เฒ่า ทาง สปส.ควรมีระบบมารองรับ หรือที่เรียกว่า Long Term Care ดูแลผู้สูงอายุในระยะยาว หรือที่มีภาวะพึ่งพิง ซึ่งในต่างประเทศจะมีระบบการดูแลตรงนี้ นอกจากนี้ ในการขยายอายุ 55 ปี เป็น 60 ปีนั้น อาจต้องมีเงื่อนไข เพราะบางอาชีพอาจไม่เหมาะ แต่ก็ควรกำหนดหรือไม่ว่า หากอายุ 55 ปีจะได้รับสิทธิอะไร และหากอยู่ต่อจะมีเงื่อนไขอะไรจูงใจหรือไม่ ส่วนอัตราการเก็บเงินสมทบ จะสามารถเปิดโอเพ่นได้หรือไม่ เช่น อยากจ่ายเพิ่มโดยไม่ต้องมีจำนวนเพดานมาจำกัด  เป็นต้น” นายอารักษ์ กล่าว

นายพนัส ไทยล้วน ประธานสภาองค์กรลูกจ้างแรงงานแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สำหรับสิทธิบำนาญชราภาพหากถามคนอายุน้อยๆ ยังไม่ค่อยเห็นความสำคัญ อย่างช่วงอายุ 18-35 ปีจะยังไม่ค่อยสนใจและเตรียมตัวยามชรา ขณะที่อายุ 36-45 ปี อายุช่วงนี้มีความเสี่ยงในการใช้เงินจำนวนมาก ใช้หนี้เยอะ เห็นได้จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ส่วนใหญ่คนกลุ่มนี้จะถอนมาใช้จ่าย โดยเฉพาะจ่ายหนี้กันมาก ตนเคยสอบถามไปทางกระทรวงการคลังว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่จะห้ามถอนเงินก้อนนี้ ซึ่งทำไม่ได้เพราะจะขัดหลักสิทธิมนุษยชน ส่วนคนที่อายุ 46-65 ปีขึ้นไป ช่วงนี้คิดถึงชีวิตยามชราแล้ว แต่ก็อาจไม่ทัน เพราะเก็บเงินได้มากแล้ว และเงินค่าจ้างที่ได้รับก็ไม่ได้มากมาย การจะมาเก็บเพื่อยามชราภาพจึงน้อยไปด้วย

“ปัจจุบันค่าจ้างก็ไม่ได้มากมาย นายจ้างขึ้นเงินเดือนก็ไม่ได้เยอะ และหากเราลองคิดดูว่า พรุ่งนี้เราจะตกงาน แล้วเราจะทำอะไร ส่วนใหญ่ตอบไม่ได้ ไม่รู้จะทำอะไรด้วยซ้ำ แล้วเงินในการครองชีพจะหาจากที่ไหน เพราะเงินเดือนก็น้อยนิดแล้ว ซึ่งกฎหมายประกันสังคมจึงให้มีการเก็บเงินออมเพื่อเป็นบำนาญชราภาพยามเกษียณอายุการทำงาน แต่ต้องถามกลับว่าที่ผ่านมาเงินบำนาญที่เราจะได้รับเพียงพอหรือไม่ เพราะขั้นต่ำทุกวันนี้ที่ได้กันอยู่ประมาณ 2,000 บาท ถามว่าเพียงพอในการดำรงชีพหรืออย่างไร ไม่มีทางพอ คงกินได้แค่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเท่านั้น ผมจึงเสนอเงินบำนาญชราภาพขั้นต่ำต้อง 5,000 บาทต่อเดือน ซึ่งในอนาคตอีก 10 ปีอาจไม่พอแล้ว แต่ปัจจุบันก็ต้องให้เพิ่มขึ้นกว่าเดิม” นายพนัส กล่าว

Advertisement
นายพนัส ไทยล้วน

นายพนัส กล่าวอีกว่า ช่วงที่ผ่านมาหลายคนคงทราบข่าวกรณีสำนักงานประกันสังคม(สปส.) เตรียมขยายอายุรับบำนาญจาก 55 ปีเป็น 60 ปี และเตรียมจะปรับเงินสมทบเพิ่ม ปรากฏว่านักค้านรายวันออกมาค้านกัน ทั้งๆที่หากศึกษาในรายละเอียดจะทราบว่า เป็นประโยชน์กับผู้ประกันตนในระยะยาวมากที่สุด อย่างกรณีการขยายอายุรับบำนาญ ก็ล้อตามกฎหมายอื่นๆ อย่างกฎหมายคุ้มครองแรงงานและสวัสดิการก็ชัดเจนว่า หากสถานประกอบการใดไม่กำหนดอายุเกษียณการทำงาน ให้ใช้เป็นอายุ 60 ปี หรือหากมีกำหนดแบ่งช่วงอายุ เช่น  60 ปี 70 ปี หรือ 75 ปีก็ถือว่าให้ดำเนินการต่อไปตามกฎหมาย ดังนั้น สปส.จะขยายอายุเพิ่มก็ถือว่าล้อตามกฎหมายอื่นๆ ซึ่งปัจจุบันคนก็ทำงานได้ยาวนานขึ้น ขณะเดีวกันการเพิ่มเงินสมทบก็เพิ่มในส่วนของผู้ประกันตนเงินเดือน16,000 บาทขึ้นไปจนถึง 20,000 บาท ซึ่งคิดอัตราแล้วเก็บเงินสมทบสูงสุดไม่ถึง 1,000 บาทด้วยซ้ำ แต่จะได้รับเงินบำนาญที่เพิ่มขึ้น

“ส่วนตัวผมอยากให้เก็บเงินสมทบเดือนละ 1,500 บาทด้วยซ้ำ เพราะเราต้องคิดให้ดีว่า เมื่อเราเกษียณเราจำเป็นต้องมีเงินใช้ในการดำรงชีพ และเงินที่ใช้ในแต่ละเดือนเพียงพอหรือไม่ ซึ่งการเพิ่มเงินสมทบก็จะทำให้เงินรายเดือนที่ใช้ยามเกษียณเพิ่มขึ้นด้วย แต่หลายคนไม่เข้าใจก็คิดว่า อยากได้เงินบำเหน็จเป็นก้อน แต่เมื่อเราได้ไปก็หมด เอาไปใช้หนี้กัน เมื่อใช้หนี้ไปแล้ว และเราจะเอาเงินอะไรใช้รายเดือน เรื่องนี้จึงอยากให้ผู้ประกันตนคิดดีๆ เพราะหากเราไม่มีการเตรียมตัวก่อนเกษียณ เมื่อถึงยามชรา เราอาจตายได้ 2 ครั้ง เพราะหากแก่เฒ่าโดยไม่มีคนดูแล ไม่มีเงินดำรงชีพ เราจะอยู่อย่างไร ก็เหมือนตายทั้งที่มีชีวิตแล้ว” นายพนัส กล่าว

ด้านนพ.สุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าว่า  การประชุมครั้งนี้เป็นการรับฟังความเห็นผู้ที่เกี่ยวข้องเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว จากนี้จะมีการรวบรวมความเห็นจากการรับฟังความเห็นในทุกครั้งที่ผ่านมา แล้วนำมาวิเคราะห์ว่าเห็นด้วยเพราะอะไร ไม่เห็นด้วยเพราะอะไร ข้อเสนอแนะใหม่คืออะไร อะไรทำได้ อะไรที่ต้องรอ ซึ่งยังบอกไม่ได้ว่าจะใช้เวลานานแค่ไหน  อย่างไรก็ตาม ประเด็นใหญ่คือเรื่องการขยายอายุบำนาญชราภาพจากอายุ 55 เป็นอายุ 60 ปี กับเรื่องการขยายเพดานส่งเงินสมทบจากเพดานเงินเดือน 15,000 บาท เป็น 20,000 บาท ส่งสมทบสูงสุดไม่เกิน 1,000 บาทนั้น ก็ต้องบอกว่าไม่มีใครเห็นด้วย 100 เปอร์เซ็นต์ อย่างเรื่องขยายการส่งเงินสมทบนั้นบอกได้ว่าคนเห็นด้วยมีมากกว่า แต่ยืนยันว่า สปส.ไม่ทิ้งความเห็นของคนที่ไม่เห็นด้วย แม้เป็นเรื่องที่ทำได้เร็ว แต่ก็ไม่รีบ เป็นหน้าที่ที่ สปส.ต้องอธิบายให้ประชาชนเข้าใจเสียก่อน