เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน ว่าที่พ.ต.สมบัติ วงศ์กำแหง โฆษกสภาทนายความ เปิดเผยความคืบหน้าการให้ความช่วยเหลือทางคดีกับ นางพรทิพย์ (สงวนนามสกุล) อายุ 46 ปี และ น้องบีม (สงวนชื่อและนามสกุลจริง) อายุ 14 ปี พิการท่อนล่างนั่งรถวิลแชร์ ลูกสาว ถูกทนายความหลอกลวงนำเงินที่ได้จากการฟ้องคดีไปเป็นของตัวเอง ว่า ในส่วนของคดี แม่และน้องบีมเคยฟ้องบริษัทที่พนักงานขับรถบรรทุกชน ไว้ที่ศาลจังหวัดไชยา จ.สุราษฎร์ธานี ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วให้จำเลยต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนเป็นเงินกว่า 5 ล้านบาท แต่นายพิสิษฐ์ สัมมาเลิศ อายุ 60 ปี ทนายความที่เข้าไปช่วยเหลือคดี กลับรับเงินแทนคู่ความ โดยไม่ส่งเงินให้น้องบีมและมารดา แล้วยังไปยื่นคำร้องขอสละสิทธิ์การบังคับคดีจากจำเลย โดยอ้างว่าได้ประนอมข้อพิพาทและรับค่าสินไหมมาจนพอใจแล้ว ต่อมาน้องบีมและมารดาเพิ่งทราบความจริง จึงให้สภาทนายความช่วยยื่นคำร้องขอเพิกถอน คำร้องสละสิทธิ์การบังคับคดีที่นายพิสิษฐ์เคยยื่นไว้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ว่าที่ พ.ต.สมบัติ กล่าวต่อว่า ศาลจังหวัดไชยานัดไต่สวนคำร้องขอเพิกถอนการบังคับคดีไปเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยประเด็นที่นำสืบนั้นค่อนข้างลึกถึงเรื่องปลอมเอกสาร หนังสือมอบอำนาจต่างๆ รวมทั้งเรื่องเช็คสั่งจากบริษัทจำเลย จ่ายระบุชื่อทนายความเป็นผู้รับเงินแทนที่จะเป็นมารดาและน้องบีม เงินค่าสินไหมทดแทนนั้น ไม่เคยถึงมือน้องบีมและแม่เลย และปรากฏจากคำให้การของนายพิสิษฐ์ที่รับสารภาพในคดีอาญาที่ถูกอัยการยื่นฟ้องที่ศาลจังหวัดตลิ่งชันด้วยว่า ได้ปลอมเอกสารเกี่ยวกับสิทธิของคู่ความ ดังนั้นเท่ากับว่าแม่และน้องบีม ไม่เคยจะให้สละสิทธิการบังคับคดีกับเอกชนตามคำพิพากษาที่ให้ชดใช้เงินล้าน คำร้องขอสละสิทธิ์ในการบังคับคดีที่นายพิสิษฐ์เคยยื่นนั้นจึงไม่ชอบด้วยกฏหมาย ทั้งนี้ผลจะออกมาอย่างไร ศาลจังหวัดไชยานัดฟังคำสั่งเรื่องการเพิกถอนการบังคับคดีดังกล่าวในวันที่ 26 ธันวาคม นี้ ทั้งนี้หากศาลให้เพิกถอนคำร้องสละสิทธิบังคับคดีเดิม แม่และน้องบีมถือว่ายังมีสิทธิบังคับคดีกับเอกชนตามกฎหมาย เพราะเงินที่มีการชดใช้นั้นไม่ถึงมือ ส่วนที่บริษัทเอกชนเคยจ่ายโดยผ่านนายพิสิษฐ์ เป็นผู้รับเงินแทนบริษัทมีสิทธิที่จะฟ้องกลับเรียกร้องทรัพย์สินจากนายพิสิษฐ์
ว่าที่ พ.ต.สมบัติ กล่าวถึงคดีอาญาที่นายพิสิษฐ์ถูกอัยการฟ้องสุดลงแล้วตามคำพิพากษาศาลจังหวัดตลิ่งชันเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ให้จำคุก6 ปีไม่รอลงอาญาฐานร่วมกันปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม ร่วมกันฉ้อโกงและยักยอกโดยเป็นผู้จัดการทรัพย์สิน เป็นผู้มีอาชีพอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน โดยจำเลยให้การรับสารภาพ โดยไม่มีการอุทธรณ์คดี ส่วนภรรยาของนายพิสิษฐ์ที่ตกเป็นจำเลยร่วมนั้น คดียังอยู่ระหว่างการสืบพยานเพราะให้การปฏิเสธต่อสู้คดี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากคดีอาญาแล้ว น้องบีมและแม่ ยังได้รับความช่วยเหลือจากสภาทนายความและเนติบัณฑิตยสภา ในการจัดทนายความช่วยยื่นฟ้องคดีแพ่งต่างหาก โดยยื่นฟ้องนายพิสิษฐ์ ที่ฉ้อโกงเงิน และนางพรปวีณ์ ชูแก้ว เป็นจำเลยที่ 1-2 ต่อศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม ที่ผ่านมา เรื่องผิดสัญญาตัวแทนและบังคับตามสัญญารับสภาพหนี้ ทุนทรัพย์พิพาท 3,412,500 บาท โดยศาลรับไว้เป็นคดีหมายเลขดำ พ.3178/2560 คดีอยู่ระหว่างการพิจารณา

