เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รรท.รองผบช.ทท. พล.ต.ต.ประเสริฐ เงินยวง ผบก.ทท.1 พ.ต.อ.อาชยน ไกรทอง รองผบก.ทท.1 พ.ต.อ.นิธิธร จินตกานนท์ รองผบก.สปพ. สนธิกำลังบช.ทท.ตำรวจ 191 บช.ปส.สตม.กองพิสูจน์หลักฐาน และเจ้าหน้ที่ยูเอ็นเอชซีอาร์ เข้าปิดล้อมตรวจค้นตามยุทธการแบล็คอีเกิ้ล ครั้งที่ 15 ปิดล้อมตรวจค้น 36 จุดทั่วกรุงเทพ
โดยจุดที่น่าสนใจ ภายในคอนโดมิเนียม แห่งหนึ่งย่านพระราม9 มีถึง 26 จุด เป็นการบุกค้นห้องพักคาดว่าจะเป็นแหล่งพักพิงของกลุ่มคนผิวสี หลังได้รับการร้องเรียนจากผู้พักอาศัยและนิติบุคคลว่ามีคนผิวสีเข้ามาอาศัยจำนวนมาก ก่อความเดือดร้อน จับกุมผู้ต้องหาได้ 14 ราย ในฐานความผิดอยู่ในราชอาณาจักรเกินกว่ากฏหมายกำหนด5 รายเป็นชาวฮูกานด้า 1 ราย เซเนกัล 1 ราย แอฟริกาใต้ 1 รายและไนจีเรีย 2 ราย นอกจากนี้ยังจับกุมผู้ต้องหาหลบหนีเข้าเมือง 9 ราย เป็นชาว อูกานด้า 8 ราย ไนจีเรีย 1 ราย นอกจากนี้ได้เชิญตัวมาทำประวัติ 17 ราย
พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า สืบเนื่องจากทางรัฐบาลโดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับการ กวดขันจับกุมกลุ่มชาวต่างชาติที่เข้ามาในประเทศโดยแฝงตัวเป็นนักท่องเที่ยว เพื่อเข้ามาก่ออาชญากรรมข้ามชาติ และอาชญากรรมที่กระทบกับความมั่นคง ส่งผลต่อภาพลักษณ์และการท่องเที่ยวของประเทศไทย ซึ่งที่ผ่านมาปัญหากลุ่มคนเหล่านี้เข้ามาอาศัยเป็นจำนวนมาก และเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาตัดวงจรการก่อเกิดอาชญากรรมในระยะยาว และเป็นการสร้างความเชื่อมั่นในความปลอดภัยให้นักท่องเที่ยว ทางกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยวจึงเปิดปฏิบัติการแบล็คอีเกิ้ล โดยอาศัยฐานข้อมูลของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเป็นหลัก เป็นการบรูณาการหน่วยงานหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกองบัญชาการตำรวจนครบาล กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด และยูเอ็นเอชซีอาร์

