‘ปิยะสกล’ประชุมรัฐมนตรีสาธารณสุขภูมิภาคเอเชียใต้ ร่วมออกพันธสัญญาภูเก็ต

1.12.17 | 16:32 น.

เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม ที่โรงแรมฮิลตัน ภูเก็ต อาร์เคเดีย รีสอร์ท แอนด์สปา จ.ภูเก็ต นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และ ดร. พูนาม เคทตราปาล ซิงห์ ผอ.องค์การอนามัยโลกภูมิภาคเอเชียใต้และตะวันออก ร่วมกันแถลงข่าวภายหลังการประชุมระดับรัฐมนตรีสาธารณสุขของประเทศสมาชิกองค์การอนามัยโลกภูมิภาคเอเชียใต้และตะวันออกเพื่อเร่งรัดการขับเคลื่อนทศวรรษแห่งความปลอดภัยบนท้องถนน (WHO – SEA Ministerial Meeting on Accelerating Actions for Implementation of Decade of Action for Road Safety) ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน -1 ธันวาคม  ซึ่งมี รัฐมนตรีและผู้บริหารระดับสูงจากกระทรวงต่างๆ ของประเทศสมาชิกในภูมิภาคเอเชียใต้และตะวันออก เช่น กระทรวงคมนาคม หน่วยงานระดับชาติในการบังคับใช้กฎหมาย กระทรวงอุตสาหกรรม หน่วยงานดูแลกำกับมาตรฐานรถยนต์ กระทรวงสาธารณสุข พร้อมทั้งผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญในวงการความปลอดภัยบนท้องถนน ภาคประชาสังคม เอกชน และตัวแทนภาคประชาชนเข้าร่วม รวมถึงผู้แทนจากองค์กรระหว่างประเทศ เช่น UNICEF, JICA กว่า 150 คน

นพ.ปิยะสกล กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ จัดเป็นการประชุมระดับสูงครั้งแรกที่ผู้กำหนดนโยบายระหว่างภาคส่วนต่างๆ และผลการประชุมครั้งนี้ยังมี 10 ประเทศสมาชิกประกอบด้วย ไทย บังคลาเทศ ภูฏาน เกาหลีเหนือ อินเดีย อินโดนีเซีย มัลดีฟ เมียนมา เนปาล ศรีลังกา ได้มีการพันธสัญญาภูเก็ต 6 กลุ่ม ได้แก่ 1.จัดลำดับสำคัญ 2.คำมั่นระดับสูง 3.ชักจูงสามัคคี 4.ต้องมีปัญญา 5.นำพากฎหมาย และ 6.ร่วมใจมุ่งเป้า ซึ่งเชื่อว่าเมื่อดำเนินการตามนี้แล้วอีก 3 ปีข้างหน้าจะช่วยให้ลดอัตราการเจ็บ ตายบนท้องถนนลงได้ร้อยละ 50 ตามกำหนดทศวรรษแห่งความปลอดภัยทางถนน ซึ่งผลจากการทำงานที่ผ่านมาจะเห็นว่าประเทศไทยเป็นเพียงประเทศเดียวในภูมิภาที่สามารถลดการเจ็บ ตายบนถนนได้ เพราะรัฐบาลมีความมุ่งมั่น และจะให้เป็นยุทธศาสตร์ชาติที่ทุกภาคส่วนร่วมมือกัน ทั้งการลดจุดเสี่ยง การบังคับใช้กฎหมาย อย่างไรก็ตามจากนี้จะต้องทำให้เข้มข้นขึ้น เน้นงานป้องที่กลุ่มเปราะบางคือคนเดินถนน คนขับจักรยานยนต์ แต่ถ้าเจ็บก็ให้การดูแลอย่างมีประสิทธิภาพ และการที่ประเทศไทยกำลังเดินหน้าพัฒนาระบบขนส่งมวลชนมากขึ้นก็เชื่อว่าจะช่วยลดปัญหาได้มาก

“ประเทศไทยมีกฎหมายเยอะมาก แต่ที่ผ่านมาจะเห็นว่าทำไมยังมีคนไม่สวมหมวกกันน็อก แล้วไม่ถูกจับทั้งที่ผิดกฎหมาย ก็ต้องยอมรับว่าจำนวนเจ้าหน้าที่ตำรวจมีน้อย แถมยังมีงานหลายด้าน ดังนั้นคิดว่าเรื่องการขับเคลื่อนให้คนรู้ได้เองว่าการทำให้ถูกกฎหมายเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความยั่งยืน สิ่งสำคัญคือประชาชนต้องรู้ว่าหัวตัวเองสำคัญแค่ไหน ค่าหัวกับค่าหมวกอะไรมีค่ามากกว่ากันต้องรู้ แค่วินาทีเดียวหากไม่ป้องกันมันจะเปลี่ยนชีวิตคนไปโดยที่ไม่สามารถแก้ไขได้ ดังนั้นต้องใส่หมวกกันน็อค คาดเข็มขัดนิรภัยเพราะจะช่วยลดความรุนแรงจากอุบัติได้ถึง 1 ใน 3 แต่ปัจจุบันที่ภูเก็ตใส่หมวกกันน็อกกันแต่ร้อยละ 60 ส่วนกรุงเทพใส่ร้อยละ 70” นพ.ปิยะสกล กล่าว