แพทย์ชี้เป็น ‘โรคลมชัก’ ไม่ควรขับรถ ‘สถาบันประสาทฯ-กรมการขนส่ง’ ดันออก กม.ควบคุม

4.12.17 | 16:38 น.

เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงกรณีเหตุการณ์ผู้ป่วยโรคลมชักอาการกำเริบระหว่างขับรถจนประสบอุบัติเหตุชนคนบาดเจ็บและเสียชีวิต ที่ จ.ชลบุรี ว่า ปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายควบคุม หรือห้ามผู้ป่วยโรคลมชักขับรถ แต่ไม่ว่าผู้ป่วยที่มีใบขับขี่ประเภทใด หรือแม้แต่ใบขับขี่ตลอดชีวิต ต้องมีความรับผิดชอบว่า หากมีประวัติโรคลมชักหรือมีอาการลมชักมาแล้ว 6 เดือน ไม่ควรขับรถ แต่ทางที่ดีที่สุดควรไปพบแพทย์เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะระหว่างขับรถยนต์ อย่างไรก็ตาม ล่าสุด รพ.นพรัตน์ราชธานี ซึ่งรับผิดชอบโรคจากการประกอบวิชาชีพ ได้จัดทำโครงการฟิต ฟอร์ ไดร์ฟ ให้กับผู้ขับขี่รถสาธารณะ ทั้งรถประจำทาง รถตู้โดยสาร ฯลฯ เพื่อให้เข้ามาร่วมโครงการในการตรวจหาโรคที่เสี่ยงอันตรายเมื่อขับรถ เช่น โรคลมชัก โรคพาร์กินสัน ความจำเสื่อม ตาบอดสี เป็นต้น

นพ.สมศักดิ์ กล่าวว่า จากการประมาณการพบว่าประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคลมชักราว 6–7 แสนคน และสามารถพบได้ในทุกเพศทุกวัย โดยมีสาเหตุจากโรคทางกรรมพันธุ์ ภาวะติดเชื้อในสมอง สมองขาดออกซิเจน มีไข้สูงแล้วชัก มีอุบัติเหตุ ทำให้เกิดแผลเป็นในสมอง ความเสื่อมของร่างกายหรือเนื้องอกเจริญผิดปกติแต่กำเนิด การได้รับสารพิษบางอย่าง เป็นต้น

“ผู้ป่วยโรคลมชักจะมีอาการหลากหลาย ทำให้สังเกตยาก ผู้ป่วยส่วนหนึ่งอาจไม่รู้ตัวว่าป่วยเป็นโรคลมชัก จึงไม่ได้รับการรักษา เช่น ภาวะเหม่อลอย วูบ เบลอ จำอะไรไม่ได้ชั่วขณะ ฯลฯ ทั้งนี้ผู้ป่วยโรคลมชักเสียชีวิตก่อนวัยอันควรมากกว่าคนทั่วไปถึง 2-6 เท่า ซึ่งส่วนหนึ่งเสียชีวิตจากอุบัติเหตุขณะชัก แต่หากได้รับการรักษาที่เหมาะสม ผู้ป่วยสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติ สำหรับการรักษามีทั้งการกินยา และผ่าตัด ปัจจุบันพบว่าผู้ป่วยโรคลมชักดื้อยาที่รักษามากขึ้น”นพ.สมศักดิ์ กล่าว

ด้าน นพ.อุดม ภู่วโรดม ผู้อำนวยการสถาบันประสาทวิทยา กล่าวว่า อาการชักที่อยู่ในภาวะวูบ ภาวะเหม่อลอย เป็นเพียงไม่กี่วินาทีแล้วหาย ทำให้ไม่ทันสังเกต ถ้ามีอาการเหล่านี้ซ้ำๆ แม้จะไม่มีอาการเกร็ง ชัก กระตุก ควรไปพบแพทย์เพื่อซักประวัติ รวมทั้งการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG) สามารถบอกได้ว่าเป็นภาวะของโรคลมชักหรือไม่ ทั้งนี้ผู้ป่วยโรคลมชักหลายคนมีอาการ เช่น เห็นภาพหมุน เห็นภาพเคลื่อนไหวเร็วกว่าปกติ เห็นแสงจ้าสีสันหลากหลาย บางคนเห็นภาพหลอน หูแว่ว เมื่อได้รับการตรวจคลื่นไฟฟ้าในสมอง จึงพบว่ามีอาการของโรคลมชัก ประเทศไทยมีการผ่าตัดสมองรักษาโรคลมชัก ปีละร้อยกว่าราย ซึ่งถือว่าไม่มากถ้าเทียบกับผู้ป่วยที่มีอาการดื้อยาในขณะนี้ที่มีหลายหมื่นคน โดยโรงพยาบาลที่พร้อมทุกด้านในการรักษาโรคลมชักด้วยการผ่าตัดสมองยังมีไม่กี่แห่ง สถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ เป็นหน่วยงานที่ให้การดูแลรักษาผู้ป่วยเฉพาะโรคเกี่ยวกับระบบประสาทและสมอง ตลอดจนรับส่งต่อจากทั่วประเทศเพื่อมารักษาที่สถาบัน

นพ.ชลภิวัฒน์ ตรีพงษ์ อายุรแพทย์โรคระบบประสาทและสมอง สถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ กล่าวว่า โรคลมชัก ถือเป็นโรคที่ต้องระมัดระวังมาก โดยเฉพาะผู้ป่วยต้องตระหนักและรับทราบว่าไม่ควรขับรถ หรือแม้แต่ออกกำลังกาย ว่ายน้ำ ฯลฯ ซึ่งหากมารักษาที่สถาบันฯ จะมีการแนะนำเรื่องนี้ตลอด อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายควบคุม หรือแม้แต่ในใบรับรองแพทย์เพื่อนำไปยื่นประกอบขอใบขับขี่ก็ไม่มีข้อกำหนดไว้ แต่หมอด้านโรคลมชักต่างเห็นว่าเป็นสิ่งจำเป็นต้องกำหนด ซึ่งขณะนี้ทางสถาบันฯ และกรมการขนส่งทางบก เห็นถึงปัญหาและกำลังทำงานเพื่อเตรียมผลักดันให้ออกเป็นกฎหมายควบคุม เพราะโรคนี้ต้องดูแลอย่างเอาใจใส่เป็นอย่างมาก

Advertisement

“นอกจากนี้ ทางสถาบันฯ ยังมีโครงการชัก อยาก จะวิ่ง ซึ่งเป็นโครงการเชิญชวนให้คนออกมาวิ่ง เพื่อเป็นการระดมทุนช่วยผู้ป่วยลมชักที่มีประมาณกว่าแสนคน ที่การรักษาด้วยการกินยา หรือผ่าตัดอาจไม่ได้ประสิทธิภาพดีนัก จึงจำเป็นต้องรักษาด้วยการใช้เครื่องมือช่วยเหลือ โดยมีมูลค่าสูงกว่า 2 แสนบาทต่อคน จึงจำเป็นต้องจัดโครงการเพื่อระดมทุนขึ้น ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถติดตามได้ที่ www.pnirun.org โดยจะจัดกิจกรรมวิ่งในวันที่ 7 มกราคม 2561” นพ.ชลภิวัฒน์ กล่าวและว่า สำหรับ การปฐมพยาบาลผู้ป่วยโรคลมชักต้องทำให้ถูกวิธี ที่ผ่านมา พบว่ามีการเอาช้อนหรือสิ่งของต่างๆ ไปงัดปาก เพื่อป้องกันการกัดลิ้นผู้ป่วยซึ่งเป็นความเชื่อที่ผิด เพราะการเอาสิ่งของต่างๆ เข้าปากผู้ป่วยจะเพิ่มความเสี่ยงทำให้เกิดการสำลัก หรือสิ่งของนั้นหลุดลงไปในหลอดลม เกิดการอุดตัน ในทางเดินหายใจ อาจทำให้เสียชีวิตได้ สำหรับวิธีที่ถูกต้องและจดจำง่าย “ไม่งัด ไม่ง้าง ไม่ถ่าง ไม่กด ไม่ทั้งหมด หยุดชักเองได้” โดยสามารถให้การช่วยเหลือด้วยการดูแลสภาพสิ่งแวดล้อมรอบตัวผู้ป่วยขณะมีอาการชัก เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายต่อผู้ป่วย เช่นป้องกันไม่ให้พลัดตกจากที่สูง หากมีอาการในบริเวณที่มีการสัญจรไปมาต้องคอยระมัดระวังอุบัติเหตุ เป็นต้น เมื่อผู้ป่วยหยุดชักจึงให้ผู้ป่วยนอนตะแคงไปด้านใดด้านหนึ่ง คลายเสื้อผ้าให้หลวม อยู่ในที่ที่อากาศถ่ายเท