รวบแก๊งคอลฯ21 ราย ไทย-ไต้หวัน สูญ 120 ล. เหิม!อ้างผบช.ทท.-ผบช.ภ.5 ปปง.ลั่นรับจ้างเปิดบัญชียึดเหี้ยน

7.12.17 | 14:54 น.

เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.ท.ธนิตศักดิ์ ธีระสวัสดิ์ รรท.ที่ปรึกษาพิเศษตร. พล.ต.ท.พูลทรัพย์ ประเสริฐศักดิ์ ผบช.ภ.5 พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รรท.รองผบช.ทท. พร้อมด้วยกองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษหรือ 191 และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) แถลงการจับกุมเครือข่ายแก๊งคอลเซนเตอร์ข้ามชาติ 21 ราย ครั้งที่ 4 พร้อมของกลางมูลค่ากว่า 120 ล้านบาท มีทั้งชาวไทย 18 ราย ชาวต่างชาติอีก 3 ราย โดยมีนายอภิชาติ กัณตวิสิฐ สัญชาติไทย พร้อมพวกเป็นคนไทย 17 ราย ในข้อหา “ฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น”, “ร่วมกันใช้หรือมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นฯ” โดยมีนายอภิชาต อยู่ในระดับสั่งการ และชาวต่างชาติ 3 ราย คือนายซู โป ชู ,นายทัง เกียว ยู สัญชาติไต้หวัน ในข้อหา “มีไว้ซึ่งบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบฯ” ส่วนนายลิน จีนา เว่ย สัญชาติไต้หวัน ในข้อหา “อยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด”หรือโอเวอร์สเตย์

พล.ต.ท.ธนิตศักดิ์ กล่าวว่า เครือข่ายและแผนประทุษกรรมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ มีพฤติการณ์โดยหัวหน้าใหญ่ได้ประสานให้หน่วยคอลเซ็นเตอร์ที่ประจำการอยู่ในประเทศต่างๆ หลอกลวงผู้เสียหายอีกประเทศหนึ่ง โดยใช้แผนประทุษกรรมอ้างตัวเป็นเจ้าพนักงานรัฐว่ามีข้อมูลทางการเงินพัวพันกับองค์กรอาชญากรรมจะต้องถูกดำเนินคดีอายัดทรัพย์ เมื่อเหยื่อหลงเชื่อก็จะให้โอนเงินผ่านบัญชีผู้รับจ้างเปิดบัญชี ก่อนจะมีคนที่ทำหน้าที่กดเงินรวบรวมฟอกเงินและกระจายเงินไปผ่านระบบบิทคอยน์ (bitcoin) แล้วเงินก็จะถูกนำไปรวบรวมที่กลุ่มผู้ดำเนินการระดับบริหารทั้งไทยและจีน ก่อนเงินจะกลับไปสิ้นสุดที่หัวหน้าใหญ่ที่สั่งการ

ด้าน พล.ต.ท.สาคร ทองมุณี รรท.ผบช.ทท.กล่าวว่า พบว่าเคยมีการนำชื่อของตนไปแอบอ้างในภาคใต้ ทำให้ต้องเร่งกวาดล้างแก๊งลักษณะดังกล่าวใหหมดไปโดยเร็ว เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนถูกหลอกจนเสียทรัพย์สินจำนวนมาก

ด้าน พล.ต.ท.พูลทรัพย์ กล่าวว่า ภาค 5 มี 17 คดี มูลค่าเสียหาย6 ล้านบาท แต่จริงมีมากกว่านี้มีการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยงานต่างๆ โดยเฉพาะตัวตนยังเคยถูกแอบอ้างชื่อ 2 ครั้ง เจ้าหน้าที่ได้สืบสวนติดตามคดีมาแล้วกว่าครึ่งปีกระทั่งสามารถออกหมายจับได้ 33 หมาย กระทั่งวันที่ 6 ธันวาคม ที่ผ่านมาตำรวจท่องเที่ยว ร่วมกับตำรวจภูธรภาค 5 เข้าปิดล้อมตรวจค้นจับกุมได้ 18 คน บางรายจับได้ที่กรุงเทพฯ ยังเหลืออีก 15 หมายจับ ทราบว่าไปทำงานเป็นคอลเซ็นเตอร์ที่ต่างประเทศ จะสืบสวนติดตามจับกุมต่อไป พยายามแจ้งเตือนประชาชนแต่ก็ไม่ค่อยได้รับความสนใจ แต่พอเกิดกรณีเจ้าหน้าที่ธนาคารสนทนากับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ประชาชนตื่นตัวขึ้นเยอะ

ด้าน นายพีระพัฒน์ อิงพงษ์พันธ์ ผู้แทนเลขาธิการ ปปง. กล่าวว่า จะไม่รอรับเรื่องตำรวจอย่างเดียว จะทำงานคู่ขนาน โดยวิเคราะห์เส้นทางการเงินของผู้กระทำความผิดยึดอายัดทรัพย์ตามกฎหมายของ ปปง. ท้ายที่สุดเข้ารับการคุ้มครองสิทธิ์ที่พี่น้องประชาชนได้รับความเสียหาย

“ต่อไปนี้จะดำเนินการอย่างเข้มงวดกับผู้รับจ้างเปิดบัญชีซึ่งเป็นต้นตอการกระทำความผิด เดิมทีอาจปล่อยปะละเลยบ้างเพราะประชาชนอาจไม่ทราบ การรับจ้างเปิดบัญชีส่งผลเสียต่อชาติอย่างไร ต่อไปทาง ปปง.จะตรวจสอบเส้นทางการเงินยึดทรัพย์ รวมทั้งญาติพี่น้องที่พบเส้นทางการเงินเกี่ยวข้อง นอกจากถูกเจ้าหน้าที่ดำเนินคดีแล้ว ปปง.ยังดำเนินอายัดทรัพย์ทั้งหมด พ่อแม่พี่น้องก็จะโดนไปด้วย ไม่เหมือนที่ผ่านมาตัวติดคุกยังเหลือตังค์ให้กับคนในครอบครับใช้” ผู้แทนเลขา ปปง.

Advertisement

สำหรับการสืบสวนติดตามจับกุมกลุ่มผู้ร่วมกระทำความผิดจากการปฎิบัติการทั้ง 4 ครั้ง สามารถขออนุมัติศาลออกหมายจับผู้ร่วมขบวนการได้ 146 หมายจับ จับกุมได้ 98 หมายจับ ผู้ต้องหาอยู่ต่างประเทศ 7 หมายจับและอยู่ระหว่างสืบสวนติดตามจับกุม 41 หมายจับ ทั้งนี้มีผู้ต้องหาที่หลบหนีอยู่ในต่างประเทศอีก ซึ่งตำรวจก็กำลังเร่งติดตามให้เร็วที่สุด ส่วนข้อมูลขณะนี้เชื่อว่ายังมีกลุ่มผู้ร่วมขบวนการที่มากกว่าเดิมอีก