ความคืบหน้ากรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปราม(บก.ป.) ตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย14 จุด ใน จ.พระนครศรีอยุธยา จับกุมผู้ต้องหา10คน คดีพรากผู้เยาว์อายุกว่า 15 ปี แต่ยังไม่เกิน 18 ปี ไปจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือดูแล เพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์นั้นเต็มใจไปด้วย และพาบุคคลอายุเกิน 15 ปี แต่ยังไม่เกิน 18 ปี ไปเพื่อการอนาจาร กรณีมูลนิธิปวีณา หงสกุล ช่วยเหลือเด็กหญิงอายุ 15 ปี ถูกบังคับค้าประเวณีในพื้นที่จ.พระนครศรีอยุธยา และให้การซัดทอดถึงผู้ซื้อบริการนั้น โดยในจำนวนนี้มีนายช่างโยธา ซี7 พ่อค้า เซียนพระ ลูกจ้าง และวินรถจักรยานยนต์รับจ้าง นอกจากนี้ยังมีนายตำรวจยศ ร.ต.ท. 1ราย ที่ยังหลบหนี
เมื่อเวลา 14.30น. ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก พ.ต.ต.หญิง ดวงมณี พานนาค พนักงานสอบสวนกองปราบปราม นำตัวนายธนวรรธน์ บรรเทาทุกข์ อายุ 39 ปี ผู้ต้องหาที่ 1 ในข้อหาข่มขืนกระทำชำเราเด็กหญิงอายุกว่า 15 ปี แต่ไม่เกิน 18 ปีโดยขู่เข็ญด้วยประการใดๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย ซึ่งผู้นั้นไม่อาจอยู่ในภาวะที่สามารถขัดขืนได้ ,ข้อหาพรากผู้เยาว์อายุกว่า 15 ปี แต่ไม่เกิน 18 ปี ไปเพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจ , พาบุคคลอายุกว่า 15 ปี แต่ไม่เกิน 18 ปี ไปเพื่อการอนาจาร
และกลุ่มผู้ต้องหาที่ 2-11 ในข้อหาพรากผู้เยาว์อายุกว่า 15 ปี แต่ไม่เกิน 18 ปีไปเสียจากบิดามารดาโดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจ, พาบุคคลอายุกว่า 15 ปี แต่ไม่เกิน 18 ปี ไปเพื่อการอนาจาร กรณีได้ซื้อบริการที่ จ.พระนครศรีอยุธยา มาขออำนาจศาลฝากขังครั้งแรก
คำร้องฝากขังระบุพฤติการณ์ว่า เมื่อวันที่ 6 ธันวาคมที่ผ่านมา ตำรวจกองปราบปรามได้จับกุมผู้ต้องหาทั้งหมดตามหมายจับของศาลอาญา โดยกล่าวหาผู้ต้องหาที่ 1 ว่า ข่มขืนกระทำชำเราและพรากผู้เยาว์อายุกว่า 15 ปี แต่ไม่เกิน 18 ปี โดยผู้เยาว์นั้นไม่เต็มใจและผู้ต้องหาที่ 2-11 ว่าพรากผู้เยาว์อายุกว่า 15 ปี และไม่เกิน 18 ปี โดยเมื่อ 14 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ตำรวจกองปราบปรามได้รับประสานงานจากมูลนิธิปวีณา หงสกุล เพื่อเด็กและสตรี ว่าได้รับร้องทุกข์จากน.ส.พันธิภา (นามสมมุติ) มารดาของ น.ส.พิมพ์ (นามสมมุติ) อายุ 15 ปีเศษ ขอให้ช่วยเหลือผู้เสียหายที่ถูกน.ส.ปวีณา ทองเชื้อ อายุ 20 ปี ซึ่งเป็นอาเลี้ยงหลอกและข่มขู่ไปขายบริการทางเพศนาน 7 เดือน หากไม่ทำตามก็จะถูกด่าทอทุบตีทำร้ายและไม่เคยได้รับเงินตอบแทน วันดังกล่าวตำรวจได้จับกุม น.ส.ปวีณา แล้วกล่าวหาว่าเป็นธุระจัดหาบุคคลอายุ เกิน 15 ปี แต่ไม่เกิน 18 ปี ไปเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่นโดยไม่ยินยอม ฐานค้ามนุษย์ ส่งพนักงานสอบสวนแยกดำเนินคดีไปต่างหาก
ต่อมาตำรวจได้จับกุมขยายผลและดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลที่ซื้อบริการทางเพศกับผู้เยาว์ โดยตรวจสอบจากโทรศัพท์มือถือที่ยึดได้จากน.ส.ปวีณา ประกอบด้วย ผู้ต้องหาที่ 1- 11 โดยแต่ละครั้งจะมีการติดต่อผ่านเฟซบุ๊กและไลน์จนทราบว่ามีการชักชวนเด็กหญิงไปร่วมหลับนอนกับกลุ่มผู้ต้องหาโดยนัดแนะส่งตามโรงแรมต่างๆ ในต.ข้าวเม่า อ.พระนครศรีอยุธยา รวมทั้งโรงแรมม่านรูดอื่นๆ โดย ผู้ต้องหาที่ 1 ได้มีเพศสัมพันธ์กับ น.ส.พิมพ์ผู้เยาว์รวม 8 ครั้ง แล้วให้เงินจำนวน 1,000 บาท โดยผู้เยาว์จะนำเงินส่งมอบให้กับน.ส.ปาวีณาทุกครั้ง ส่วนผู้ต้องหาอื่นๆได้มีการนัดแนะโดยน.ส.ปาวีณาจะพาน.ส.พิมพ์ นามสมมุติไปมีเพศสัมพันธ์โดยชำระค่าซื้อบริการครั้งละ 500 หรือ 800 บาทบ้าง บางคนใช้บริการ 4 ครั้ง – 8 ครั้ง โดยใช้โรงแรมม่านรูดในเขตจ.พระนครศรีอยุธยา โดยราคาค่าซื้อบริการสูงสุด 1,500 บาท แต่ละครั้งจะมอบเงินให้กับ น.ส.ปาวีณา และบางครั้งน.ส.ปาวีณาจะไปนั่งรอในห้องน้ำ เมื่อเสร็จแล้วผู้ซื้อบริการจึงเรียกให้มารับเงิน
โดยพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาดำเนินคดีผู้ต้องหาที่ 1 รวม3 ข้อหา ในข้อหาข่มขืนกระทำชำเราเด็กหญิงอายุกว่า 15 ปี แต่ไม่เกิน 18 ปีโดยขู่เข็ญด้วยประการใดๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย ซึ่งผู้นั้นไม่อาจอยู่ในภาวะที่สามารถขัดขืนได้ ,ข้อหาพรากผู้เยาว์อายุกว่า 15 ปี แต่ไม่เกิน 18 ปี ไปเพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจ , พาบุคคลอายุกว่า 15 ปี แต่ไม่เกิน 18 ปี ไปเพื่อการอนาจาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276, 318 วรรค 3 และ 283 ทวิ ส่วนผู้ต้องหาที่ 2-11 ดำเนินคดี 2 ข้อหา ฐาน ข้อหาพรากผู้เยาว์อายุกว่า 15 ปี แต่ไม่เกิน 18 ปี ไปเพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจ , พาบุคคลอายุกว่า 15 ปี แต่ไม่เกิน 18 ปี ไปเพื่อการอนาจาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรค 3 และ 283 ทวิ
ชั้นจับกุมและสอบสวนผู้ต้องหาที่ 1 ให้การปฏิเสธข้อหาข่มขืนฯ ส่วนข้อหาอื่นให้การรับสารภาพ ขณะที่ผู้ต้องหาที่ 2,5,7,8 และ 9 ให้การรับสารภาพทุกข้อหา ส่วนผู้ต้องหาที่ 3,4,6,10 และ 11 ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา
ทั้งนี้พนักงานสอบสวนได้ควบคุมผู้ต้องหาทั้งหมดเป็นเวลา จะครบ 48 ชั่วโมงแต่การสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้นเนื่องจาก ต้องสอบพยานอีก 10 ปาก รอผลการตรวจลายพิมพ์นิ้วมือและตรวจหลักฐานต่างๆ จึงขออำนาจศาลฝากขังเป็นเวลา 12 วันตั้งแต่วันที่ 7-18 ธ.ค.นี้ หากผู้ต้องหาขอประกันตัว พนักงานสอบสวนขอให้เป็นดุลยพินิจของศาล
โดยศาลพิจารณาแล้ว อนุญาตให้ฝากขังได้
ต่อมาญาติ ผู้ต้องหาที่ 1 และผู้ต้องหาที่ 3 – 11 ยกเว้นผู้ต้องหา 2 ได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์ ขอปล่อยชั่วคราวระหว่างสอบสวน โดยศาลพิจารณาแล้ว มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ต้องหาที่ 1 ประกันตัวไปโดยตีราคาประกัน 3 แสนบาท ส่วนผู้ต้องหา ที่ 3 -11 ตีราคาประกันคนละ 2 แสนบาท

