เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 7 ธันวาคม นางสาวรื่นวดี สุวรรณมงคล อธิบดีกรมบังคับคดี ร่วมกับรองศาสตราจารย์ ดร.ชโยดม สรรพศรี นักวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และคณะทีมวิจัยคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย แถลงผลการศึกษาผลกระทบด้านการผลักดันทรัพย์สินต่อระบบเศรษฐกิจไทย เพื่อพัฒนาสู่การเป็นศูนย์กลางการพัฒนาองค์ความรู้ ด้านการบังคับคดีในระดับอาเซียน โดยผลการวิเคราะห์เชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ พบว่า มูลค่าการขายทอดตลาดทรัพย์เพิ่มขึ้น ส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยโดยรวมจะขยายตัวเพิ่มขึ้นตามมา
นางสาวรื่นวดี กล่าวว่า กรมบังคับคดีร่วมกับคณะวิจัยจากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศึกษาวิจัยผลกระทบด้านการผลักดันทรัพย์สินต่อระบบเศรษฐกิจไทย โดยนำข้อมูลทรัพย์ที่ผลักดันผ่านกระบวนการประมูลขายทอดตลาดให้กลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในช่วงปี2556-2559 มาเป็นฐานในการประมวลผลเป็นครั้งแรก โดย มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างเกณฑ์ดัชนีชี้วัดประสิทธิภาพในการผลักดันทรัพย์สินของไทย เพื่อศึกษาประสิทธิภาพการผลักดันทรัพย์สินต่อระบบเศรษฐกิจไทย เพื่อศึกษามูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจของไทย จากการผลักดันทรัพย์สินที่ทำให้เกิดการคืนเงินแก่เจ้าหนี้ และ เพื่อศึกษาการนำทรัพย์สินที่ถูกผลักดันกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่

นางสาวรื่นวดี กล่าวต่อว่า ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ จากผลการสำรวจประสิทธิภาพกระบวนการผลักดันทรัพย์สิน โดยจำแนกตามกระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ประเภทคดี และกระบวนการแก้ปัญหาหนี้สินล้นพ้นตัวของลูกหนี้ จะสะท้อนระดับประสิทธิภาพการผลักดันทรัพย์สิน และแสดงให้เห็นประสิทธิภาพโดยเปรียบเทียบในการผลักดันทรัพย์สินในแต่ละช่องทาง การประเมินผลกระทบของระดับประสิทธิภาพของการผลักดันทรัพย์สินต่อระบบเศรษฐกิจ และการประเมินผลกระทบจากการผลักดันทรัพย์สิน ต่อการเพิ่มขึ้นของมูลค่าห่วงโซ่การผลิต ชี้ให้เห็นถึงบทบาทการผลักดันทรัพย์สินต่อระบบเศรษฐกิจไทย ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบในทางตรงหรือทางอ้อม การนำทรัพย์ที่ถูกผลักดันออกไปกลับมาใช้ใหม่ จะช่วยในการตัดสินใจของผู้ครอบครองรายใหม่มากยิ่งขึ้น งานวิจัยนี้ จะแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงของการขายทอดตลาดทรัพย์สินของกรมบังคับคดีที่มีผลต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศอย่างเห็นได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น
นางสาวรื่นวดี กล่าวอีกว่า สำหรับผลการวิเคราะห์เชิงปริมาณ พบว่าการดำเนินงานผลักดันทรัพย์ผ่านระบบประมูลขายทอดตลาดของกรมบังคับคดี นอกจากจะรักษาความมั่นคงให้แก่ระบบการเงินแล้ว ยังสามารถสร้างการขยายตัวทางเศรษฐกิจได้ จากการนำทรัพย์ที่ถูกยึดไว้กลับมาใช้ใหม่ หากมูลค่าการขายทอดตลาดทรัพย์เพิ่มขึ้นร้อยละ1 ของมูลค่าการขายทอดตลาดแล้ว เศรษฐกิจไทยโดยรวมจะขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ0.589 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ณ ราคาตลาด โดยในปี 2558 กรมบังคับคดีสามารถผลักดันทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 13 ของมูลค่าการขายทอดตลาดในปีก่อน กรมบังคับคดีสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มแก่ระบบเศรษฐกิจไทยได้ถึง 10,110 ล้านบาท จากการวิจัย พบว่ากระบวนการขายทอดตลาดที่มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น สืบเนื่องมาจากการที่กรมบังคับคดีนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและระบบการบริหารสมัยใหม่มาปรับใช้ในกระบวนการบังคับคดี
รองศาสตราจารย์ ดร.ชโยดม กล่าวว่า คณะผู้วิจัยได้นำผลที่ได้จากการวิจัยมาเป็นหลักฐานสำหรับการตรวจสอบและวิเคราะห์ ด้วยวิธีการเชิงคุณภาพ เพื่อปรับปรุงกระบวนการขายทอดตลาดให้มีปะสิทธิภาพยิ่งขึ้น ผลการวิเคราะห์พบว่า สาระสำคัญของการปรับปรุงกระบวนการขายทอดตลาดให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เกิดจากการนำเทคโนโลยีสารสนเทศและระบบการบริหารสมัยใหม่มาปรับใช้ในกระบวนมากยิ่งขึ้น ซึ่งคณะวิจัยฯได้ให้ข้อเสนอแนะ ดังนี้ ด้านที่1การพัฒนาบุคลากรให้สามารถประเมินราคาทรัพย์ให้มีความใกล้เคียงกับราคาตลาด และมีความรวดเร็ว มีภาระงานที่เหมาะสม พร้อมทั้งมีการทำงานที่เป็นระเบียบชัดเจนเป็นมาตรฐานเดียวกัน ด้านที่2 การบริหารจัดการข้อมูล ปรับปรุงระบบบรรณารักษ์ข้อมูลสำเนาหรือสิ่งพิมพ์ และจัดเก็บข้อมูลเอกสารเหล่านี้ไว้ในรูปดิจิตอลด้วย นอกจากนี้จำเป็นต้องมีกฎระเบียบและกฎหมายมารองรับการประกาศต่างๆทางอิเล็กทรอนิกส์ ด้านที่3 ระบบสารสนเทศ พัฒนาระบบสารสนเทศในรูปแบบดิจิตอลสำหรับการตรวจสอบพิสูจน์ทรัพย์ให้มีความแม่นยำ และสำหรับให้ผู้มีส่วนได้เสียในทางคดีติดตามความคืบหน้าในการดำเนินงานของกรม ด้านที่4 ระบบการประมูล ปรับปรุงรูปแบบการประมูลให้มีความหลากหลายเหมาะสมกับประเภททรัพย์ โดยอยู่บนพื้นฐานความเป็นธรรม ความโปร่งใส รวดเร็ว ขยายฐานผู้เข้าประมูล กระจายข้อมูลให้ทั่วถึงผ่านสื่อต่างๆ ภายในระยะเวลากำหนด และมีรูปแบบการประมูลออนไลน์ (ทั้งนี้ต้องมีการสำรวจให้เป็นที่ยอมรับของผู้มีส่วนได้เสีย (รวมทั้งเจ้าหน้าที่) และมีกระบวนทางกฎหมายที่รองรับ) และด้านที่5 การจัดทำบัญชี กรมบังคับคดีควรจัดจ้างเจ้าหน้าที่เชิงเทคนิคจากภายนอกและกำหนดให้มีกรอบระยะเวลาดำเนินการเสร็จสิ้นที่แน่นอน

