เมื่อเวลา10.30 น. วันที่ 9 ธันวาคม ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.)พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รรท.รองผบ.ตร. ด้านกฎหมายและคดี ในฐานะ โฆษก ตร. กล่าวถึงการดำเนินคดีกับกลุ่มขบวนการรับจ้างติดคุกคดีครูจอมทรัพย์ หรือ นางจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร อายุ 55 ปี อดีตข้าราชการครู ที่ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีขับรถชนคนตาย ซึ่งศาลฎีกายกคำร้อง เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2560 ที่ผ่านมา ว่า ขณะนี้ ได้สอบปากคำพยานไปแล้ว 61 ปาก มีการแจ้งข้อกล่าวหาผู้ต้องหาไปแล้ว9คน และออกหมายเรียกเพิ่มอีก 2 คน คือ นางสาววาสนา เพชรทอง หลานสาวของครูจอมทรัพย์ ซึ่งเป็นบุคคลที่ครูจอมทรัพย์มอบอำนาจให้ยื่นเรื่องขอความเป็นธรรมกับหน่วยงานต่างๆ รวมทั้งรับมอบเงินช่วยเหลือจำนวน 1 ล้านบาทจาก มาร์ค พิทบูล ไปจัดการใช้จ่าย ส่วนอีกคนคือนายธณัช สุขตลอดปี ทนายความ ที่ร่วมดำเนินการว่าจ้างให้นายสับ วาปี รับผิดแทนครูจอมทรัพย์ โดยนัดไปพบพนักงาน สวนในวันที่ 12 ธันวาคมและ 14 ธันวาคม แจ้งข้อหาเดียวกันรวมถึงอั้งยี่และซ่องโจรด้วย ส่วนจะขยายผลไปถึงใครมากกว่านี้นั้นอยู่ระหว่างการสอบสวนซึ่งขณะนี้มีความคืบหน้ากว่าร้อยละ 90 แล้วในสัปดาห์หน้าจะสรุปได้ทั้งหมดและคาดว่าพนักงานสอบสวนจะสรุปสำนวนคดีนี้เสนออัยการภายในเดือนมกราคม ส่วนจะมีการพาดพิงไปถึงเจ้าหน้าที่รัฐหรือไม่ยังบอกไม่ได้เนื่องจากเพิ่งสอบเจ้าหน้าที่ของกระทรวงยุติธรรมและดีเอสไอไปเมื่อวันที่ 8 ธันวาคมที่ผ่านมา ใครที่เกี่ยวข้องรวมถึง พ.ต.อ.ดุษฎี อารยะวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ก็อยู่ระหว่างการดำเนินการของพนักงานสอบสวนในการติดต่อเพื่อให้ข้อมูล
โฆษก ตร. กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังพบมีบุคคลพยายามติดต่อซื้อรถที่ขับชน พร้อมแผ่นป้ายทะเบียน บค 56 สกลนคร แต่เจ้าของไม่ยอมขายให้ แม้จะถูกเสนอราคาที่สูงกว่าเต็นท์รถทั่วไปมากอย่างน่าสงสัย ซึ่งเรื่องนี้ถือว่ามีความผิดปกติ มีพิรุธ ขณะนี้ตำรวจทราบตัวผู้ร่วมขบวนการขอซื้อแผ่นป้ายทะเบียนแล้ว แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดว่าเป็นใคร คนธรรมดา หรือเจ้าหน้าที่รัฐ เป็นเรื่องที่อยู่ในสำนวน บอกได้เพียงว่าอยู่นอกเหนือจากกลุ่มผู้ต้องหาทั้ง 11 คน เป็นคนสำคัญและเกี่ยวข้องกับขบวนการนี้ และยังอยู่ในระหว่างการตรวจสอบจุดประสงค์ของผู้ที่มาซื้อว่ามีความตั้งใจจะทำลายพยานหลักฐานหรือไม่ ทราบว่าตอนแรกขอซื้อเพียงป้ายทะเบียนแต่ต่อมาขอซื้อทั้งรถและป้ายทะเบียนโดยมีการติดต่อซื้อรถหลังจากศาลฎีกายกคำร้องหรือฟื้นคดี
รองโฆษก ตร.กล่าวว่า ในประเด็นที่ เจ้าหน้าที่ดีเอสไอทราบอยู่แล้วว่านายนายสับ วาปี ถูกว่าจ้าง ให้รับผิดแทน เป็นประเด็นที่จะต้องสอบสวน พิสูจน์ทราบถึงเจตนา ขณะนี้ยังไม่สามารถระบุได้ว่าเกี่ยวข้องกับกระบวนการทำผิดครั้งนี้หรือไม่ อยากจะกล่าวหาใครต้องมีพยานหลักฐานที่ชัดเจน
“คดีนี้มีความคืบหน้า ไปกว่า90% โดยคาดว่าภายในเดือนมกราคมปี2561 จะสามารถสรุปสำนวนส่งให้พนักงานอัยการได้ ยืนยัน การสอบสวนที่มีบุคคลเป็นเจ้าหน้าที่กระทรวงยุติธรรม และดีเอสไอ จะไม่กลายเป็นความขัดแย้งระหว่างหน่วยงาน เพราะทุกฝ่ายทำตามหน้าที่ ส่วนคดีนี้มีการแจ้งข้อกล่าวหาเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดนมิชอบ ตามป.อาญา มาตรา157 หรือไม่นั้นยังไม่สามารถเปิดเผยได้ อยู่ระหว่างตรวจสอบ ยืนยันไม่มีการช่วยเหลือกัน แม้เป็นเจ้าหน้าที่รัฐอะไรผิดถูกก็ว่าไปตามกฎหมาย”โฆษก ตร. กล่าว

