‘ปนัดดา’ย้ำขรก.ถือระเบียบแบบแผน ยึดมั่นวินัย ผู้บริหารต้องมีธรรมาภิบาล ไม่ทำตามอำเภอใจ

13.12.17 | 16:55 น.

ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี บรรยายพิเศษแก่คณะข้าราชการใหม่ โครงการการเป็นข้าราชการที่ดีฯ รุ่นที่ 48/2560 ที่ พิพิธภัณฑ์และหอสมุดสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ วังวรดิศ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย ตอนหนึ่งว่า “คนเคยเป็นข้าราชการไปทำงานกับภาคเอกชนก็ต้องปรับตัวเข้ากับระบบของเขาให้ได้ เช่น แนวคิดระบบการตลาด ตัวชี้วัดเรื่องผลกำไร-ขาดทุน หลักการดึงดูดผู้ใช้บริการ (Attract customers) การบริหารแบบครอบครัว (Family business) ระบบซีอีโอ การพัฒนาตลาดนวัตกรรมทางด้านเทคโนโลยี การลงทุน และการสร้างองค์การ ซึ่งถือเป็นเรื่องของความอยู่รอดของสมาชิกในองค์กร อาทิ ผู้มีหุ้นส่วน วงศาคณาญาติ และพวกพ้องในแต่ละกลุ่มหรือแต่ละบริษัท กฎระเบียบย่อมมีความยืดหยุ่นตามหลักการบริหารองค์กรที่ถือเป็นเรื่องภายใน มีการปรับเปลี่ยนโยกย้ายบุคลากรได้ตามแนวคิดทางการบริหารของผู้บริหาร ซึ่งแต่ละองค์กรหรือแต่ละกลุ่มจะมีมวลสมาชิกที่เป็นความหลากหลาย ผู้บริหารถือเป็นผู้ที่วงศาคณาญาติ ผู้ถือหุ้นส่วน ให้ความไว้วางใจในการทำหน้าที่

ม.ล.ปนัดดา กล่าวว่า มองในมุมกลับ เมื่อเอกชนเข้ามามีปฏิสัมพันธ์กับระบบราชการ ก็ต้องปฏิบัติตามระบบระเบียบของทางราชการซึ่งถือเป็นกฎหมายทั้งทางจารีตประเพณีและลายลักษณ์อักษร แม้อาจถูกมองว่าระบบราชการมีการตรวจสอบมากมายหลายขั้นตอน แต่ปัจจุบันก็ได้มีการปรับปรุงแก้ไขลดขั้นตอนปฏิบัติลงไปเป็นอันมาก คณะผู้วางหลักเกณฑ์แต่ปฐมบททางการปกครองมุ่งหวังที่จะให้เกิดธรรมาภิบาลหรือความโปร่งใสทางการบริหาร จะไม่พูดกันถึงแต่เรื่องผลกำไรหรือขาดทุน แต่จะพูดถึงประโยชน์สุขของสังคมและประชาชน ภารกิจในการบำบัดทุกข์บำรุงสุข ความถูกต้องทางการปฏิบัติและผลลัพธ์ต่อสังคมที่ต้องเป็นบวก การสับเปลี่ยนโยกย้ายตำแหน่งหน้าที่บุคลากรในภาครัฐจะยึดถือระบบธรรมาภิบาลเป็นหัวใจของการบริหารงานบุคคล มีทั้งเรื่องความอาวุโส คุณความสามารถเฉพาะตัว พิจารณาถึงเรื่องการครองตน ครองคน และครองงาน หาใช่โยกย้ายสับเปลี่ยนตำแหน่งหน้าที่ตามอำเภอใจหรือตามอัธยาศัยของผู้บริหารองค์กร จนขาดการเคารพต่อกฎระเบียบของราชการและการบริหารตามหลักธรรมาภิบาล ที่มุ่งหวังให้เกิดสุจริตธรรม และหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี นำพาความเป็นเอกภาพ ความรู้รักสามัคคีของระบบราชการและความร่มเย็นเป็นสุขของบ้านเมือง


“โดยสรุป ทั้งภาคเอกชนและภาครัฐมีเป้าหมายเดียวกัน อันจะก่อให้เกิดระบบระเบียบขององค์กรและส่วนราชการ ขั้นตอนนำสู่ความสำเร็จทางการบริหารย่อมมีความแตกต่างกัน องค์กรหนึ่งเป็นเรื่องของครอบครัว วงศาคณาญาติ ผู้ถือหุ้นส่วน และผู้เกี่ยวข้องทางการบริหารและผลประโยชน์ที่พึงจะได้รับ ส่วนอีกองค์กรหนึ่งเป็นเรื่องของกฎระเบียบที่มุ่งหวังให้เกิดประโยชน์สูงสุดและความมั่นคงปลอดภัยแก่สังคมของคนในชาติ ยึดมั่นหลักธรรมาภิบาล หลักความเป็นข้าราชการของแผ่นดิน และหลักสุจริตธรรมเป็นหัวใจทางการบริหาร ไม่เอาเปรียบหรือทุจริตคดโกง ใครอยู่ส่วนไหนอย่างไร กติกาแห่งองค์กรทั้งสองถือเป็นเรื่องที่อารยชน ได้แก่ ผู้เกี่ยวข้องต้องศึกษาและปฏิบัติให้เกิดความเป็นธรรมโดยปราศจากการเลือกปฏิบัติ ถือเป็นอุทาหรณ์สอนใจแก่ผู้ทำงานเกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลตั้งแต่ต้นจนจบ”