วันที่ 12 ธันวาคม คณะเจ้าหน้าที่ศูนย์ปฏิบัติการพิทักษ์ป่า (ศปก.พป.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นำโดยนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตรอักษร. หัวหน้าชุดพญาเสือ หน่วยเฉพาะกิจปฏิบัติการพิเศษผู้พิทักษ์อุทยานแห่งชาติและสัตว์ป่า พร้อมนายวิชัย พรรีแสงสุวรรณ ผู้อำนวยการส่วนอุทยานแห่งชาติ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 1 ปราจีนบุรี เจ้าหน้าที่ ทหาร ร้อย รส.มทบ.12 นำโดย ร.ต. สมใจ ชื่นวงษ์ เจ้าหน้าที่เขตจัดการอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ที่ 4 เจ้าหน้าที่ฐานปฏิบัติการป้องกันรักษาป่า เขานางจีน สบอ.1 ปราจีนบุรี. เจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันรักษาป่าที่. ปจ. 5 (ทุ่งโพธิ์) สำนักจัดการทรพยากรป่าไม้ที่ 9 ปราจีนบุรี. ได้ร่วมกันเข้าตรวจสอบพื้นที่เป้าหมายในท้องที่บ้านพลับใหม่ ท้องที่หมู่ที่ 10 ต.บุฝ้าย อ.ประจันตคาม จ.ปราจีนบุรี. ตามที่ได้รับแจ้งจากผู้หวังดีว่ามีกลุ่มแอบลักลอบเข้าไปหาไม้หอมในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ และนำมาจำหน่ายหรือนำมาเก็บในบ้านเป้าหมายคณะเจ้าหน้าที่จึงใช้อำนาจตามคำสั่ง คสช ที่ 13/2559 นำโดย ร.ต.สมใจ. ชื่นวงษ์. เข้าตรวจค้นบ้านเป้าหมาย
นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ได้เข้าตรวจบ้านที่ได้เปิดโรงกลั่นไม้หอม 3 หลัง ซึ่งแต่ละหลัง นั้นไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย แต่ โรงกลั่นไม้หอม แต่ละแห่งยังไม่ได้รับการอนุมัติให้ตั้ง มีเพียงโรงกลั่น เดียว ที่ได้รับการอนุมัติเนื่องจาก ได้ขอก่อน ปี 2555 แต่ถ้ามีการขอหลังปีนั้น สำนักงานอุตสาหกรรม จ.ปราจีน จะไม่อนุญาตให้ เนื่องจากได้กำหนดพื้นที่บริเวณนั้น เป็นพื้นที่สีเขียว
“ขณะเดินทางมายังบ้านเลขที่ 74 หมู่ที่ 10 ต.บุฝ้าย อ.ประจันตคาม จ.ปราจีนบุรี. ได้พบกับนายชัยยา อาทร แสดงตนเป็นเจ้าของบ้าน จึงขอเข้าทำการตรวจสอบ จากการตรวจสอบพบการดำเนินกิจการแปรรูปและกลั่นไม้หอม กฤษณา โดยมีเตากลั่นจำนวน 30 เตา คณะเจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบห้องซึ่งมีประตูปิดมิดชิดพบชิ้นไม้กฤษณา บรรจุไว้ในลัง ถุง และจำนวนกระสอบหลายรายการ พบเลื่อยโซ่ยนต์พร้อมบ่า มีความยาวมากกว่า 12 นิ้ว วางไว้ในห้อง ซึ่ง ได้ร่วมกันพิจารณาเห็นแล้ว ว่าชิ้นไม้กฤษณาดังกล่าวมีลักษณะ ที่มีที่ได้มาจากป่า และผู้ครอบครอง ไม่สามารถหาเอกสารแสดงการได้มามาแสดงแก่คณะเจ้าหน้าที่ได้ จึงเชื่อได้ว่าเป็นไม้กฤษณาที่ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่ง ชิ้นไม้กฤษณา เป็นของป่าหวงห้าม ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ 2484 โดยห้ามมิให้ บุคคลมีไว้ครอบครองเกิน 0.5 กก. คณะเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบและชั่งน้ำหนัก ไม้กฤษณาที่มาจากป่าได้จำนวน. 0.4 กก. และไม่มีหลักฐานที่พิสูจน์ได้ว่ามาจากพื้นที่ป่าบริเวณใด จึงมีของป่าหวงห้ามไว้ในครอบครองไม่เกินตามกฎหมายกำหนด ในส่วนเลื่อยโซ่ยนไม่มีหลักฐานการขออนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงได้แจ้งให้นายชัยยา ทราบว่าต้องถูกจับ. พร้อมควบคุมตัวนายชัยยา นำส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป”นายชัยวัฒน์ กล่าว
หัวหน้าชุดพญาเสือ กล่าวว่า สำหรับการดำเนินโรงกลั่นไม้หอมโดยไม่ได้รับอนุญาต หัวหน้าหน่วยพญาเสือ ได้ประสานกับผู้อำนวยการ อุตสาหกรรม จ.ปราจีน ที่ส่งเจ้าหน้าที่ เข้าร่วมตรวจสอบ เบื้องต้น พบโรงกลั่น 30 เตา ซึ่งเกินกำหนดให้ครัวเรือนที่สามารถทำได้ เพียง 3 เตา ในพื้นที่ ที่อนุญาต ในขณะที่ตรวจนายชัยยา รับว่าเป็นของตัวเอง และให้การต่อว่า ถ้าทางการไม่อนุญาต จะหยุดโรงกลั่นเจ้าหน้าที่อุตสาหกรรม จ.ปราจีนจึงได้ทำบันทึก แจ้งข้อหาตั้งโรงงานโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยได้ดำเนินคดี เทียบปรับ ตามระเบียบและได้แจ้งต่อไปด้วยว่า พื้นที่หรือเขตปกครอง บริเวณ ตำบล ท้องที่ ประจันตคาม นี้ เป็นพื้นที่ ที่ไม่ได้รับการยกเว้นให้ประกอบอาชีพการตั้งโรงกลั่นไม้หอมได้ ซึ่งทางราชการกำหนดให้เป็นพื้นที่สีเขียว และเป็นพื้นที่ ที่ต้องไม่มีการกระทำใดๆ ที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมด้วย เพราะฉะนั้น บริเวณท้องที่นี้ ทุกที่ ที่มีการกลั่นไม้หอม ถือว่าผิดพระราชบัญญัติการตั้งโรงงาน ของกรมอุตสาหกรรมฯ ทั้งสิ้น และการเปรียบเทียบปรับ จะขึ้นอยู่กับ จำนวนเตากลั่นไม้หอม และได้ให้หน่วยงานที่ร่วมตรวจสอบบันทึกร่วมกัน ต่อไป

