‘บิ๊กแป๊ะ’แถลงรวบ23จีนแก๊งคอลเซ็นเตอร์ มาเลย์หัวโจก ตั้งฐานสะเดา โทรตุ๋นชาวจีนแผ่นดินใหญ่

15.12.17 | 13:53 น.

เมื่อเวลา 10.40 น. วันที่ 15 ธันวาคม 2560 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. พล.ต.อ.ธนิตศักดิ์ ธีระสวัสดิ์ ที่ปรึกษาพิเศษสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.สาคร ทองมุณี ผบช.ทท. พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบช.ทท. และ พล.ต.ต.รมย์สิทธิ์ วีริยาสรร รรท.เลขาธิการ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) แถลงจับกุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ชาวจีน 23 คนได้ที่ตึกแถว 4 ชั้น เลขที่ 85/37 บ้านด่านนอก ซอยสองชัย หมู่ 2 ต.สำนักขาม อ.สะเดา และบ้านในพื้นที่ใกล้เคียง โดยผู้ต้องหาทั้งหมดมีหนังสือเดินทางถูกต้อง แต่อยู่เกินเวลาที่กำหนดหรือโอเวอร์สเตย์ พร้อมกับยึดอุปกรณ์จำนวนมากไว้ตรวจสอบ อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมไปแล้ว 89 ราย ขอศาลอนุมัติหมายจับผู้ร่วมขบวนการได้ 146 หมายจับ พร้อมกันนี้ ผบ.ตร.ได้รับมอบเงินที่ ปปง.ได้ประสานธนาคารและอายัดไว้ได้ทันคืนให้แก่ผู้เสียหาย 3 คน รวม 1,494,329 บาทด้วย

พล.ต.อ.จักรทิพย์กล่าวว่า จากการสืบสวนตอนแรก แก๊งนี้เหมือนกับแก๊งพนันออนไลน์ทั่วไป เมื่อสืบสวนเชิงลึกทำให้ทราบว่าจริงๆ แล้วเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์รูปแบบใหม่ เดินทางมาในรูปแบบนักท่องเที่ยว ต่างคนต่างเดินทางมาแล้วนัดรวมตัวกันเพื่อตบตาเจ้าหน้าที่ พฤติการณ์หลอกลวงคล้ายกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ทั่วไป อาศัยประเทศไทยเป็นฐานปฏิบัติการ โทรศัพท์ไปหลอกผู้เสียหายชาวจีนแผ่นดินใหญ่ผ่านระบบแอพพลิเคชั่นวีแชตโทรออนไลน์ ด้วยการชักชวนให้เล่นการพนันเกมออนไลน์และซื้อสิ่งของต่างๆ หลอกให้โอนเงิน แต่เชื่อว่ายังมีคนในประเทศอื่นๆ ตกเป็นเหยื่อด้วย แก๊งนี้มีอยู่ 40-50 คน แต่เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมได้ 23 คน ทั้งหมดถูกว่าจ้างโดยชาวมาเลเซียให้ก่อเหตุ โดยกลุ่มผู้ต้องหาเช่าบ้านหรูและอพาร์ตเมนต์ 11 แห่ง เพื่อตั้งเป็นศูนย์คอลเซ็นเตอร์ในประเทศไทย จากการสอบถาม ผู้ต้องหาอ้างว่าไม่มีหนังสือเดินทาง ในประเด็นนี้เจ้าหน้าที่จะต้องตรวจสอบที่มาที่ไปทุกประเด็นว่าเดินทางเข้ามาในประเทศไทยได้อย่างไร หนังสือเดินทางที่อ้างว่าไม่มีนั้นถูกนายจ้างหรือนายทุนยึดไปหรือไม่ และมีคนไทยหรือใครเข้าไปเกี่ยวข้องในการจัดหาบ้านเช่าให้การสนับสนุนอีกหรือไม่

ผบ.ตร.กล่าวต่อว่า จากการตรวจสอบเส้นทางการเงิน พบผู้ต้องหาโอนเงินไปยังบัญชีของคนจีนในสาธารณรัฐประชาชนจีนมูลค่าหลายสิบล้านบาท เบื้องต้นสั่งการเร่งขยายผล จับกุมผู้ร่วมขบวนการทั้งชาวจีน ชาวมาเลเซีย และคนไทย ที่คาดว่าเกี่ยวข้องกับการอำนวยความสะดวกเรื่องการเช่าบ้านพักให้เป็นฐานปฏิบัติการหรือไม่ เจ้าหน้าที่จะขยายผลจากของกลางที่ยึดได้ ทั้งคอมพิวเตอร์ 41 เครื่อง อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โทรศัพท์มือถือ เงินสดสกุลต่างประเทศหลายสกุล และตู้เซฟว่ามีความเชื่อมโยงกับใคร แก๊งใดบ้าง

Advertisement

ด้าน พล.ต.ต.รมย์สิทธิ์ วีริยาสรร รรท.เลขาธิการ ปปง. กล่าวว่า สถิติการรับร้องเรียนแก๊งคอลเซ็นเตอร์ตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายนจนถึงปัจจุบัน พบผู้เสียหายร้องเรียนแล้วกว่า 132 คน หลงเชื่อและโอนเงิน 74 คน และแจ้งเจ้าหน้าที่ทันทีหลังเกิดเหตุ 23 คน รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 23 ล้านบาท ทาง ปปง.สามารถช่วยเหลือนำเงินคืนผู้เสียหายได้แล้วกว่า 2 ล้านบาท ฝากถึงประชาชน หากทราบว่าถูกหลอกให้รีบแจ้งมายังศูนย์ป้องกันและปราบปรามการฉ้อโกงประชาชนผ่านระบบโทรศัพท์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สายด่วน 1155 และศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน สายด่วน 1710 โดยเร็วที่สุด

พล.ต.ต.รมย์สิทธิ์กล่าวต่อว่า สำหรับการมอบเงินให้กับผู้เสียหาย 3 ราย รายที่ 1 โอนเงินไปให้บัญชีคนร้าย จำนวน 2,938,000 บาท ปปง.สามารถอายัดเงินของผู้เสียหายไว้ได้ 1,250,329 บาท แจ้งความไว้ที่ สน.ปทุมวัน ผู้เสียหายรายที่ 2 โอนเงินเข้าบัญชีคนร้ายจำนวน 587,000 บาท ปปง.สามารถอายัดเงินได้ 202,300 บาท แจ้งความร้องทุกข์ไว้ที่ สภ.จอหอ จ.นครราชสีมา และผู้เสียหายรายที่ 3 หลงเชื่อโอนเงินเข้าบัญชีคนร้าย 44,000 บาท ปปง.สามารถอายัดบัญชีไว้ทัน ได้เงินทั้งหมด 44,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 1,494,329 บาท

ด้าน พล.ต.ต.สุรเชษฐ์กล่าวว่า เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาทั้ง 23 คน ตาม พ.ร.บ.ตรวจคนเข้าเมือง ทั้งหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย อยู่ในราชอาณาจักรเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดหรือโอเวอร์สเตย์ และร่วมกันเป็นอั้งยี่และซ่องโจร ส่วนข้อหาฉ้อโกงประชาชนและอาชญากรข้ามชาติยังอยู่ระหว่างสืบสวนขยายผล จึงจะแจ้งข้อหาภายหลัง เจ้าหน้าที่จะดำเนินการ พ.ร.บ.ตรวจคนเข้าเมือง เพื่อใช้อำนาจในการควบคุมตัวไว้ก่อน

ด้านนายเอกพันธ์ แก้วตุ่น อายุ 32 ปี อาชีพรับจ้างทั่วไป หนึ่งในผู้เสียหาย กล่าวว่า มีการโทรมาอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคาร โทรมาว่าเราไปกู้เงิน ตนได้ปฏิเสธไปทุกอย่าง ทางเจ้าหน้าที่แจ้งว่ามีชื่อ-นามสกุลพร้อมลายเซ็น ถ้าไม่เช่นนั้นให้คุยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและได้วางสายไป และมีอีกสายโทรเข้ามาว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจแต่จำยศไม่ได้ บอกว่าตนกู้เงินจริงและมีการสอบถามข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับข้อมูลส่วนตัว รวมถึงบัตรเครดิต และได้บอกตนว่าจะมีนายตำรวจใหญ่อีกคนช่วยเหลือในเรื่องนี้และวางสายไป และมีอีกสายโทรเข้ามาให้โอนเงินพร้อมกับบอกเลขที่บัญชี บอกว่าเพื่อตรวจสอบทรัพย์สิน ตอนที่ตัดสินใจโอนไปเพราะฟังดูมีความน่าเชื่อถือมาก ขณะนั้นประมาณ 15 นาทีผ่านไป เบอร์คอลเซ็นเตอร์ที่โทรมาครั้งแรกได้โทรเข้ามา และบอกว่ามีการผิดพลาดทางข้อมูลให้โทรไปที่เบอร์ 1710 เพื่อเรียกทรัพย์สินคืน โดยที่เราไม่รู้ว่าเบอร์นี้เป็นเบอร์ของ ปปง. ตนโทรไปและบอกว่าขอทรัพย์สินคืน ทางเจ้าหน้าที่ก็งง เลยสอบถามและให้เล่าให้ฟังว่าเกิดอะไรขึ้น ทางเจ้าหน้าที่บอกกับตนว่าโดนแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอก อย่างไรก็ตาม อยากฝากเตือนทุกคนที่โดนแก๊งนี้โทรมาหลอกให้โอนเงิน อย่าเพิ่งตกใจ อย่าไปกลัวในสิ่งที่ถูกกล่าวหา เพราะเราไม่ได้ทำผิดจริง ให้ตั้งสติให้ดีและโทรไปที่สายด่วน ปปง. 1710 เพื่อรีบอายัดเงินคืน

อีกราย พล.ต.ท.สาคร และ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ แถลงจับกุมผู้ต้องหาชาวจีนตั้งแก๊งร่วมกับคนไทยเป็นแก๊งสกิมเมอร์ขโมยรหัสบัตรอิเล็กทรอนิกส์มูลค่าความเสียหาย 1.8 แสนบาท เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งข้อกล่าวหามีความผิดตาม พ.ร.บ.ตรวจคนเข้าเมือง ทั้งหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย, อยู่ในราชอาณาจักรเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดหรือโอเวอร์สเตย์ และร่วมกันเป็นอั้งยี่และซ่องโจร ส่วนข้อหาฉ้อโกงประชาชน และอาชญากรข้ามชาติยังอยู่ระหว่างสืบสวนขยายผล จึงจะแจ้งข้อหาภายหลัง เจ้าหน้าที่จะดำเนินการ พ.ร.บ.ตรวจคนเข้าเมือง เพื่อใช้อำนาจในการควบคุมตัวไว้ก่อน