‘กองทัพ-นักวิชาการ’ แลกเปลี่ยนไอเดีย สานฝันดับไฟใต้

17.12.17 | 09:12 น.

ความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาความไม่สงบจังหวัดชายแดนภาคใต้ คณะพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้Ž โดยมี บิ๊กโบ้Ž พล.อ.อักษรา เกิดผล ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะพูดคุยฯ ได้เดินหน้าแลกเปลี่ยนรับฟังความเห็นกับนักวิชาการสันติวิธี อาทิ ศ.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, รศ.โคทม อารียา สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล, ผศ.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ผู้อำนวยการสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี, นายนูรดีน อับดุลเลาะฮ์ ดากอฮา มหาวิทยาลัยฟาฏอนี, นายเมธัส อนุวัตรอุดม สถาบันพระปกเกล้า, นายอาทิตย์ ทองอินทร์ หัวหน้าภาควิชาสังคมศาสตร์ วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต โดยหัวข้อการหารือเพื่อให้กระบวนการพูดคุยสันติสุขได้ขับเคลื่อนให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ณ โรงแรมเซนจูรี เมื่อเร็วๆ นี้

พล.อ.อักษรายืนยันว่า การพบปะแลกเปลี่ยนและรับฟังความคิดเห็นนักวิชาการด้านสันติวิธี ซึ่งเป็นบุคคลที่มีความสำคัญในการช่วยสร้างความเข้าใจต่อสังคมโดยเฉพาะนักเรียนนักศึกษาให้เข้าใจกระบวนการพูดคุยสันติสุขซึ่งเป็นกระบวนการสากล ที่ต่อต้านความรุนแรง ปฏิเสธการก่อการร้ายและได้รับการยอมรับในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทั่วโลกกระบวนการพูดคุยจะเป็นช่องทางให้ทุกฝ่ายออกจากความขัดแย้งและนำมาซึ่งการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน โดยได้ชี้แจงถึงความไม่สอดคล้องของสถานการณ์ความเป็นจริงกับข่าวสารที่แพร่กระจายในสังคมและได้อธิบายถึงความคืบหน้าของกระบวนการพูดคุยสันติสุขที่ทุกฝ่ายดำเนินการร่วมกันอย่างต่อเนื่อง แต่อาจไม่เป็นข่าวเนื่องจากผลสัมฤทธิ์ของการพูดคุยเป็นเรื่องที่ต้องใช้ระยะเวลา

สำหรับกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ พล.อ.อักษราŽ ได้ชี้แจงว่า เร็วๆ นี้จะมีการพูดคุยกันแบบเต็มคณะเพื่อรับทราบข้อมูลภายหลังจากที่คณะทำงานด้านเทคนิคร่วมระหว่างผู้แทนหน่วยงานต่างๆ ผู้เห็นต่างจากรัฐและประชาชนได้ลงไปปฏิบัติงานในพื้นที่ร่วมกัน ในส่วนพื้นที่ปลอดภัยมาจากความต้องการของประชาชนในพื้นที่เองที่ต้องการใช้ชีวิตปกติไม่ต้องการเดือดร้อนจากความรุนแรง โดยคณะพูดคุยฯและฝ่ายที่เห็นต่างจากรัฐก็เห็นชอบในการจัดทำพื้นที่ปลอดภัยร่วมกันซึ่งจะเป็นพื้นที่ที่ไม่ได้เน้นเฉพาะเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินเหมือนพื้นที่อื่นๆ แต่จะเพิ่มในเรื่องกระบวนการยุติธรรม การปลอดยาเสพติด สิ่งผิดกฎหมายและการพัฒนาพื้นที่ การฟื้นฟูอัตลักษณ์ซึ่งจะให้เสรีภาพกับทุกกลุ่มที่เคยอยู่ร่วมกันมาอย่างสันติสุขทั้งคนไทยเชื้อสายมลายู เชื้อสายจีนและไทยพุทธ

ด้าน ศ.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยอมรับว่ากระบวนการพูดคุยตามนโยบาย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในครั้งนี้เป็นเรื่องใหม่สำหรับการแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้ที่มามายาวนาน แต่ก็มีความเป็นห่วงการกำหนดพื้นที่ปลอดภัยซึ่งเป็นจุดที่มีความเปราะบางและอาจถูกทำให้แตกได้ง่ายหากมีผู้ประสงค์ไม่ต้องการให้ความรุนแรงยุติ

Advertisement

ขณะที่ ผศ.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ผู้อำนวยการสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ยอมรับว่ากระบวนการพูดคุยสันติสุขเป็นเรื่องดีที่ทุกกลุ่มได้แลกเปลี่ยนและเรียนรู้ร่วมกัน

เช่นเดียวกับ นายนูรดีน อับดุลเลาะฮ์ ดากอฮา แห่งมหาวิทยาลัยฟาฏอนี ที่มองว่าปัญหาอยู่ที่ความเข้าใจทั้งคนในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งประเทศไทยให้เสรีภาพกับทุกกลุ่มศาสนาแต่ทั้งนี้ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเป็นสำคัญ

รศ.โคทม อารียา สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล มีความห่วงใยเรื่องการศึกษาในพื้นที่และการเคลื่อนไหวของประชากรในทะเบียนราษฎร ส่วนเรื่องสิทธิในการกำหนดใจตนเองตามข้อกำหนดของสหประชาชาตินั้น ทางคณะพูดคุยฯได้ชี้ให้เห็นถึงรายละเอียดและเงื่อนไขตามข้อกำหนดของสหประชาชาติที่ไม่สามารถนำมาใช้กับประเทศไทยได้อยู่แล้ว อย่างไรก็ตามขึ้นอยู่กับเจตนารมณ์ของผู้พูดว่าจะสร้างสรรค์ให้เกิดประโยชน์กับประชาชนในพื้นที่อย่างไร

ผมได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับเอกสารของคณะพูดคุยฯ โดยเห็นว่าควรทบทวนถ้อยคำบางอย่าง เช่น การที่ระบุว่าจะไม่พูดคุยกับผู้ที่ใช้ความรุนแรง ข้อนี้อาจมองได้ว่ารัฐบาลปิดประตู เพราะการพูดคุยเจรจากับผู้ก่อความไม่สงบ ก็คือการพูดคุยกับกลุ่มที่ใช้ความรุนแรง เรื่องที่เด็กใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เรียนแยกกัน โดยก่อนหน้านี้เด็กมุสลิมระดับมัธยมเกือบทั้งหมดไปเรียนโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม โดยขณะนี้มีแนวโน้มว่าในระดับประถม รวมถึงอนุบาล จะมีการแยกออกไปอีกเช่นกัน จึงอยากให้ฝ่ายรัฐได้พิจารณาให้เด็กได้มีโอกาสเรียนร่วมกัน ทำกิจกรรมร่วมกัน เพื่อที่จะได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน พร้อมทั้งยังได้ให้กำลังใจคณะพูดคุยฯ โดยขอให้ทำเรื่องพื้นที่ปลอดภัยให้สำเร็จ พร้อมทำความเข้าใจกับทุกภาคส่วนด้วยว่า พื้นที่ปลอดภัยนี้อาจไม่ได้หมายความว่าจะปลอดจากความรุนแรง 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ฝ่ายรัฐบาลและกลุ่มมาราปาตานี ต้องแสดงให้เห็นความพยายามป้องกันความรุนแรง หากเกิดเหตุการณ์ขึ้นจะต้องเร่งหาความจริงให้ปรากฏ หาตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ

ผมยังได้เสนอว่า ถ้าหากพูดคุยจนเกิดความไว้วางใจในระดับหนึ่งแล้ว ควรจะมีการหารือถึงการปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ ว่าควรจะเป็นอย่าง จะทำได้มากน้อยแค่ไหน ทั้งนี้ การพูดคุยสันติสุขของรัฐบาลถือว่าช้า และยังมีอุปสรรคต่างๆ นานา เพราะฝ่ายกระบวนยังมีความเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย เช่นเดียวกับฝ่ายรัฐเองที่เห็นด้วยและเห็นต่าง จึงน่าเสียดายที่ขยับช้า แทนที่จะคืบหน้ามากไปกว่านี้ แต่ถึงอย่างไรก็ขออย่าโลเลŽ รศ.โคทมกล่าว

ถือเป็นความพยายามของฝ่ายรัฐเพื่อแสวงหาจุดร่วมไปสู่เป้าหมายการดับไฟความรุนแรง 3 จังหวัดชายแดนใต้