จากกรณี นายสาคร สาชีวะ อายุ 44 ปี เข้าร้องทุกข์กับสื่อมวลชน ว่า ถูกแจ้งว่าเสียชีวิต ทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่ โดยที่ผ่านมาไปทำงานบนเรือประมงที่จ.นครศรีธรรมราชนาน 1 ปี และเมื่อกลับมาถึงบ้านกลับว่า ญาติพี่น้องได้มีการประกอบพิธีฌาปนกิจศพชายคนหนึ่งที่ทางราชการระบุว่า เป็นศพของนายสาคร จึงเข้าร้องทุกข์ขอบัตรประชาชนกลับคืน ขณะเดียวกันกลับมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า สาเหตุเป็นเพราะอะไร เพราะการจ่ายศพออก หรือการพิสูจน์ตัวตนไม่น่าจะคลาดเคลื่อนได้
เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม นพ.สุรวุฒิ ลีฬหะกร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวชิรพยาบาล กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า จากการได้รับรายงานจากเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในเบื้องต้น พบว่าผู้ตายที่ระบุว่าเป็นนายสาคร ได้เสียชีวิตอยู่ในบ้านเช่าที่ ถนนปรินายก 60 เขตพระนคร ประมาณ 1-2 สัปดาห์แล้วและสภาพศพมีลักษณะบวม จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจสน.นางเลิ้ง ได้ทำการตรวจสอบหลักฐานพยานภายในบ้าน พบสำเนาทะเบียน สำเนาบัตรประชาชนและบัตรประจำตัวพนักงานรักษาความปลอดภัย (รปภ.) ของบริษัทแห่งหนึ่งปรากฎอยู่ในที่เกิดเหตุ ทั้งหมดระบุชื่อ “นายสาคร สาชีวะ” ประกอบกับผู้ตายมีลักษณะเค้าโครงใบหน้าคล้ายกับนายสาคร และมีอายุขัยเฉลี่ยไล่เลี่ยกัน รวมถึงยังได้มีการตรวจสอบสภาพแวดล้อมจากผู้เช่าห้องใกล้เคียงและเพื่อนร่วมงานต่างบอกว่า ผู้ตายชื่อ สาคร ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้สรุปหลักฐานพยานและระบุว่าผู้ตายชื่อ นายสาคร สาชีวะ ก่อนนำศพมาชันสูตรที่โรงพยาบาลวชิรพยาบาล
“ภายหลังนำศพมาชันสูตร ทางโรงพยาบาลได้ปฏิบัติไปตามขั้นตอนและทำการชันสูตรศพพบว่า ผู้ตายเสียชีวิตจากการตายธรรมชาติ โดยได้ติดเชื้อทางกระเพาะอาหารและไม่ได้รับการรักษาจนเป็นเหตุให้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ จากนั้นทางโรงพยาบาลได้เก็บรักษาศพไว้ ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ติดต่อไปยังญาติผู้ตายตามสำเนาทะเบียนที่ปรากฎ พร้อมแจ้งว่าผู้ตายได้เสียชีวิตและให้เดินทางมารับศพ จากนั้นญาติได้นำหนังสือมารับศพผู้ตาย เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยมีนายเจริญ เหล็กดี อายุ 55 ปีเป็นผู้รับศพ และไม่มีประเด็นโต้แย้งใดๆ ที่เป็นทางการระบุว่าไม่ใช่ศพของนายสาคร หลังจากนั้นญาติ จึงลงลายมือชื่อรับศพกลับไป” นพ.สุรวุฒิ กล่าว
นพ.สุรวุฒิ กล่าวว่า เบื้องต้นได้มีการสันนิษฐานว่านายสาครอาจถูกผู้ตายสวมสิทธิ เนื่องจากพบเอกสารและหลักฐานพยานทั้งหมดที่ระบุชื่อนายสาคร ปัจจุบันเอกสารทั้งหมดอยู่ที่สน.นางเลิ้ง เพราะเป็นผู้เก็บหลักฐานทั้งหมด และขอเรียนว่าผู้ตายไม่ได้รับการรักษาที่โรงพยาบาลวชิรพยาบาล แต่ทำหน้าที่เพียงชันสูตรศพเท่านั้น โดยได้ทำการชันสูตรตามขั้นตอนและตามที่หลักฐานที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ระบุ ส่วนกรณีในการตรวจดีเอ็นเอเพื่อพิสูจน์บุคคลนั้น ทางโรงพยาบาลยไม่สามารถทำได้ เนื่องจากไม่มีข้อโต้แย้งจากญาติประกอบกับมีเอกสารหลักฐานพยานอย่างเป็นประจักษ์ระบุตัวตนชัดเจนแล้ว ซึ่งการชันสูตรศพเป็นไปเพื่อหาสาเหตุการตาย
เมื่อถามว่าจะเข้าไปดำเนินการส่วนเกี่ยวข้องอย่างไร นพ.สุรวุฒิ กล่าวว่า ตนมองว่าในเบื้องต้นหากผู้นั้นยังไม่ได้เสียชีวิตควรจะได้รับสถานภาพที่พึงมีพึงได้ เป็นหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้อง โดยหากพิสูจน์ได้ว่าเป็นนายสาคร สาชีวะ จริงและขั้นตอนสุดท้ายต้องมีการพิสูจน์ดีเอ็นเอเพื่อยืนยันอีกครั้งว่าไม่ได้สวมสิทธินายสาคร ไม่ได้เป็นหน้าของโรงพยาบาลแต่เป็นหน้าที่รับผิดชอบของฝ่ายปกครอง หากยืนยันได้แล้ว ในส่วนคนที่เสียชีวิตไปแล้ว ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องเข้าไปพิสูจน์ว่าผู้ตายคนนั้นคือใคร โดยการพิสูจน์ว่าจากกระดูกที่เผาแล้วว่าเป็นใครสามารถทำได้ยาก เนื่องจากกระดูกได้ถูกทำลายจากความร้อนและไหม้เซล์ เนื้อเหยื่อจนไม่สามารถหาดีเอ็นเอได้
“อย่างไรก็ตาม ในส่วนของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้ทำการเรียกสอบข้อเท็จจริงจากทุกคนแล้ว และยังไม่พบข้อบกพร่องแต่อย่างใด โดยทางโรงพยาบาลขอยืนยันว่าได้ปฎิบัติหน้าที่เป็นไปอย่างถูกต้องตามขั้นตอน และไม่มีเหตุจูงใจในการจ่ายศพผิด ประกอบกับผู้ตายไม่ได้เป็นคนไข้และเสียชีวิตที่โรงพยาบาลวชิรพยาบาล” นพ.สุรวุฒิ กล่าว

