เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม นพ.สมบัติ แทนประเสริฐสุข นายแพทย์ทรงคุณวุฒิด้านเวชกรรมป้องกัน ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า กรมควบคุมโรค ได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อเสริมสร้างศักยภาพความร่วมมือพัฒนาองค์ความรู้สำหรับการเฝ้าระวังโรคและภัยสุขภาพจากการประกอบอาชีพ ระหว่างวันที่ วันที่ 18 – 20 ธันวาคม 2560 ที่โรงแรมเอเชีย กรุงเทพฯ สืบเนื่องจากมีข้อตกลงร่วมกันด้านสาธารณสุขในการประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส ด้านการพัฒนาสาธารณสุข ในประเด็นสุขภาพที่ 4 ด้านส่งเสริมอาชีวอนามัย (Health Priority 4: Promotion of Occupational Health) ภายใต้กลุ่มงานภารกิจด้านสุขภาพที่ 1 (ASEAN Health Cluster 1) โดยเห็นชอบให้ประเทศไทยเป็นแกนหลักในการดำเนินการ และให้มีการจัดทำแนวทางเกณฑ์เฝ้าระวังสุขภาพตามปัจจัยเสี่ยงสำหรับโรคจากการประกอบอาชีพ โดยสำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมโรค เป็นหน่วยงานหลัก และแนวทางเกณฑ์วินิจฉัยโรคจากการประกอบอาชีพ โดยโรงพยาบาลนพรัตน์ราชธานี กรมการแพทย์ เป็นหน่วยงานหลัก ซึ่งคาดว่าแนวทางฯทั้ง 2 ฉบับดังกล่าว จะแล้วเสร็จและได้รับการยอมรับให้เป็นแนวทางฯระดับอาเซียน ภายในปี ค.ศ.2020
นพ.สมบัติ กล่าวอีกว่า ภายหลังจากการพัฒนาร่างแนวทางฯ ในเบื้องต้นแล้ว กรมควบคุมโรค ร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด จะนำร่างแนวทางฯ ดังกล่าว ไปอบรมบุคลากรสาธารณสุขของประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน โดยมุ่งเน้นบุคลากรสาธารณสุขในสถานบริการสุขภาพ ในรูปแบบของบ้านพี่เมืองน้องหรือแฝดเมือง (Twin Cities) เพื่อทดลองนำไปใช้ในการปฏิบัติงานร่วมกับสถานประกอบกิจการ โดยมีพื้นที่เป้าหมายในการอบรมฯ นำร่อง ในพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษรอยต่อพรมแดนระหว่างประเทศ ได้แก่ จังหวัดเชียงราย มุกดาหาร สระแก้ว และนราธิวาส จากนั้นจะมีการติดตามและประเมินผลเพื่อพัฒนาร่างแนวทางฯ ดังกล่าวเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการอาเซียน ต่อไป
นพ.สมบัติ กล่าวอีกว่า ผู้ประกอบอาชีพทั้งแรงงานในระบบ แรงงานนอกระบบ แรงงานข้ามถิ่น และแรงงานข้ามชาตินั้นเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในกลุ่ม AEC ซึ่งแรงงานดังกล่าวมีความเสี่ยงภัยต่อสุขภาพทั้งจากโรคติดต่อ โรคไม่ติดต่อ โรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม โรคจากสุขภาพจิต รวมทั้งโรคจากการประสบอันตรายจากอุบัติเหตุและอุบัติภัยฉุกเฉิน ดังนั้น การจัดทำเกณฑ์เฝ้าระวังสุขภาพสำหรับผู้ ประกอบอาชีพตามปัจจัยเสี่ยงเพื่อใช้เป็นแนวทางกลางของประเทศในกลุ่ม AEC ที่มีแรงงานเคลื่อนย้ายข้ามประเทศ จึงเป็นความร่วมมือระหว่างประเทศที่สำคัญยิ่งในการป้องกันควบคุมโรคและภัยสุขภาพของผู้ประกอบอาชีพ
