วันที่ 19 ธันวาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทีมนักวิทยาศาสตร์ของกองทุนสัตว์ป่าโลก(WWF) ได้ทำงานวิจัยสิ่งมีชีวิตที่ค้นพบใหม่ในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำโขง และได้ทำรายงานเรื่อง เรื่องลี้ลับในลุ่มน้ำโขง ตั้งแต่ปี 2540 ถึงปัจจุบัน พบจำนวนสัตว์และพืชสายพันธุ์ใหม่ ในพื้นที่ลุ่มน้ำโขง มีจำนวนมากถึง 2,524 ชนิดพันธุ์ แบ่งได้เป็นสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก 11 ชนิดพันธุ์ ปลา 2 ชนิดพันธุ์ สัตว์เลื้อยคลาน 11 ชนิดพันธุ์ พืช 88 ชนิดพันธุ์ และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอีก 3 ชนิดพันธุ์ โดยพื้นที่ที่ค้นพบได้แก่ กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ เวียดนาม และไทย
นายสจ๊วต แชปแมน ตัวแทน WWF ประจำภูมิภาคลุ่มน้ำโขง กล่าวว่า ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา WWF สำรวจพบสิ่งมีชีวิตมากกว่า 2 ชนิดพันธุ์ทุกสัปดาห์ รวมแล้วมากกว่า 2,524 ชนิด นี่บ่งบอกถึงความมหัศจรรย์ของความหลากหลายทางชีวภาพของภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงในระดับโลก แม้ว่าปัจจุบันภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงจะต้องเผชิญกับภัยคุกคามทางธรรมชาติรูปแบบต่างๆ แต่การค้นพบสิ่งมีชีวิตชนิดพันธุ์ใหม่ๆ ก็ทำให้มีความหวังถึงการมีชีวิตรอดของไม่ว่าจะเป็นเสือหรือเต่าตัวเล็กๆ

นายแชปแมน กล่าวว่า จุดเด่นของรายงาน สัตว์โลกลี้ลับลุ่มน้ำโขง (Stranger Species) อยู่ที่การค้นพบ ค้างคาวมงกุฎภูเขา (Mountain Horseshoe bat) หรือชื่อทางวิทยาศาสตร์คือ Rhinolophus monticolus พบในพื้นที่ป่าดงดิบในเทือกเขาของประเทศลาว และประเทศไทย การค้นพบครั้งนี้ใช้เวลานานถึง 10 ปีในการตรวจสอบจนกระทั่ง ดร.พิพัฒน์ สร้อยสุข นักวิจัยประจำพิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยา 50 พรรษา สยามบรมราชกุมารี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ จะสามารถระบุได้ว่า ค้างคาวที่พบเป็นสัตว์ชนิดพันธุ์ใหม่ จากลักษณะโครงหน้าค้างค้าวที่แตกต่างจากค้างคาวมงกุฎชนิดพันธุ์อื่น คือ มีแผ่นจมูก (noseleaf) สีส้ม กิ้งก่าจระเข้ (Vietnamese crocodile lizard) หรือชื่อทางวิทยาศาสตร์คือ Shinisaurus crocodilurus vietnamensis เป็นสัตว์เลื้อยคลานขนาดกลาง อาศัยอยู่ในพื้นที่ชุ่มน้ำและป่าดิบทางตอนใต้ของประเทศจีนและทางตอนเหนือของประเทศเวียดนาม ปัจจุบันภัยคุกคามหลักต่อการอยู่รอดของกิ้งก่าจระเข้มาจากการบุกรุกพื้นที่ป่า การทำเหมืองถ่านหิน และการลักลอบซื้อขายสัตว์ป่าเพื่อนำมาขาย คาดว่า มีกิ้งก่าสายพันธุ์ดังกล่าวเหลืออยู่ในประเทศเวียดนามเพียง 200 ตัวเท่านั้น กิ้งก่าชนิดพันธุ์นี้ค้นพบโดย ดร. โธมัส ซีเกล้อ นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมัน

นายแชปแมน กล่าวว่า นอกจากนี้ยังมี เต่านาอีสาน (snail eating turtle) หรือชื่อทางวิทยาศาสตร์คือ Malayemys isan ที่มีความแตกต่างจากสัตว์ชนิดอื่น เพราะไม่ได้ถูกค้นพบในพื้นที่ป่าหรือแหล่งน้ำ แต่พบในตลาดแห่งหนึ่งทางภาคเหนือของประเทศไทย โดย ดร.มนตรี สุมณฑา นักวิชาการประมง ผู้ค้นพบสังเกตเห็นเต่าชนิดนี้ที่ตลาด และจึงนำมาศึกษาวิจัย ปัจจุบันเต่านาอีสานกำลังถูกคุกคามอย่างหนักจากการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคต่างๆ เช่น การสร้างเขื่อน ตัวตุ่น (Moles) ค้นพบที่ประเทศเวียดนาม การค้นพบดังกล่าวทำให้ได้ข้อมูลเชิงลึกถึงวิวัฒนาการและการพัฒนาของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในอินโดจีน เพราะพบได้ตามแหล่งน้ำลำธารสาขาทางตอนเหนือของประเทศเวียดนาม หนึ่งในทีมนักวิจับที่ค้นพบคือ ดร. อเล็คเซีย อบรามอฟ

“เรายังพบ กบสีสันสดสวยงาม หรือชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Odorrana Mutschmanni คือหนึ่งใน 5 ของสัตว์ชนิดพันธุ์ใหม่ที่พบในบริเวณภูเขาหินปูนทางตอนเหนือของเวียดนาม ค้นพบโดยคณะวิจัยของ ดร.เจื่อง เหวียน ซึ่งกบชนิดนี้กำลังถูกคุกคามจากการทำเหมืองหิน สำหรับการก่อสร้างปูนซีเมนต์และการสร้างถนน และป่าซึ่งที่เป็นพื้นที่อยู่อาศัยของมันต้องการการปกป้องอย่างเร่งด่วน เราพบปลาโลซ (loach) ในประเทศกัมพูชา ปลาชนิดดังกล่าวมีลายพาดสีเข้มสลับสีอ่อนที่โดดเด่นตลอดลำตัวยาว และกบกับพืช อีก 4 ชนิดที่พบในประเทศเมียนมาร์ ซึ่งนำไปสู่การสำรวจทางวิทยาศาสตร์ และเก็บข้อมูลสัตว์ป่าชนิดพันธุ์ต่างๆ หลายร้อยชนิด”นายแชปแมน กล่าว
ตัวแทน WWF ประจำภูมิภาคลุ่มน้ำโขง กล่าวว่า การค้นพบสัตว์สายใหม่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สำคัญอย่างมาก เพราะปัจจุบัน ภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงกำลังเผชิญกับการพัฒนาขนาดใหญ่จำนวนมากไม่ว่าจะเป็น การทำเหมือง ถนน และเขื่อน ที่เป็นภัยคุกคามสำคัญต่อการอยู่รอดของพื้นที่ป่าตามธรรมชาติ การลักลอบล่าสัตว์ป่าเพื่อเอาเนื้อมาบริโภค และธุรกิจการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมายที่ส่งผลต่อการอยู่รอดของสัตว์ป่าในภูมิภาค การซื้อขายสัตว์ป่าผิดกฎหมาย เป็นตัวแปรหลักที่สำคัญต่อการลดลงของจำนวนสัตว์ป่าในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ตลาดค้าสัตว์ป่าที่ตั้งอยู่ในประเทศลาวและประเทศพม่า บริเวณสามเหลี่ยมทองคำ ประกอบกับความต้องการซื้อจำนวนมากจากนักท่องเที่ยวจีนและเวียดนาม ที่เดินทางมายังตลาดมงลาและตลาดท่าขี้เหล็กในประเทศพม่า ตลาดบ่อเต็นและบริเวณเขตเศรษฐกิจพิเศษของประเทศลาว ก็กระตุ้นให้เกิดการล่าสัตว์ป่าเพิ่มมากขึ้น

นายแชปแมน กล่าวว่า สิ่งมีชีวิตที่พบในพื้นที่แม่น้ำโขงเปรียบเสมือนผลงานศิลปะจากธรรมชาติ ซึ่งสมควรได้รับการปกป้องจากนักสะสมที่ไร้จิตสำนึก ที่หวังเพียงครอบครองสิ่งมีชีวิตที่มีค่าเหล่านี้ ตลาดสามเหลี่ยมทองคำเป็นพื้นที่เปิดให้มีการค้าขายสัตว์ป่าอย่างเปิดเผย จำเป็นที่รัฐบาลในภูมิภาคควรต้องเร่งดำเนินการต่อต้านการค้าสัตว์ป่าและปิดตลาดให้ได้เร็วที่สุด
ทั้งนี้ WWF ได้นำเสนอ โครงการ เพื่อหยุดยั้งการค้าขายสัตว์ป่าและปิดตลาดค้าสัตว์ป่าที่ผิดกฎหมายในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง โดยเป็นการทำงานร่วมกับพันธมิตรจากประเทศต่าง ๆ WWF มีปณิธานที่ชัดเจนว่าจะลดจำนวนการค้าสัตว์ป่า ซึ่งกำลังคุกคามความเป็นอยู่ของสิ่งมีชีวิตหลากหลายสายพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็น ช้าง เสือ และแรด ผ่านการทำงานสนับสนุนกลไกด้านกฎหมาย การประสานความร่วมมือระหว่างชายแดน และการเพิ่มมาตรการกดดันการซื้อขายสินค้าจากสัตว์ป่าข้ามชายแดนให้เข้มข้นมากขึ้น

