จากกรณีนายสาคร สาชีวะ อายุ 44 ปี เข้าร้องทุกข์ว่าถูกทางราชการระบุว่าเสียชีวิตแล้ว ทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่ และเดินทางกลับมาเยี่ยมบ้านเมื่อช่วงเย็นของวันที่ 17 ธันวาคมที่ผ่านมา หลังจากไปทำงานบนเรือประมงที่ จ.นครศรีธรรมราช นานกว่า 1 ปี และเมื่อกลับมาถึงบ้านปรากฏว่า ญาติพี่น้องได้ประกอบพิธีฌาปนกิจศพชายคนหนึ่งที่ทางราชการระบุว่าเป็นศพของนายสาคร และมีการทำบุญนำอัฐิเข้าไว้ในเจดีย์เรียบร้อยแล้ว
ล่าสุดเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม พ.ต.อ.กัมปนาท อรุณคีรีโรจน์ ผกก.สน.นางเลิ้ง กล่าวว่า เหตุการณ์นี้ตำรวจดำเนินการตามขั้นตอนทุกอย่าง จนมีการส่งศพไปชันสูตรที่ รพ.ก่อนทางญาติจะมารับศพไปบำเพ็ญกุศลทางศาสนา พ้นกระบวนการของทางตำรวจไปแล้ว กระทั่งมาทราบภายหลังว่าไม่ใช่ตัวบุคคลที่ระบุในบัตรประชาชน ทางตำรวจก็ไม่นิ่งนอนใจเร่งสืบสวนสอบสวนหาข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับบุคคลที่เสียชีวิต ทั้งเอกสารในการสมัครงาน ตลอดจนการใช้ชีวิต อย่างไรก็ตามขณะนี้อยู่ระหว่างติดต่อนายสาคร ที่ยังมีชีวิตอยู่เข้ามาสอบปากคำ ยังไม่สามารถติดต่อได้ ต้องขอเวลาให้ตำรวจทำงานก่อน
พ.ต.อ.กัมปนาท กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ดีทางตำรวจอยากให้นายสาครเข้ามาพบพนักงานสอบสวนโดยเร็ว เพื่อจะได้เร่งรัดสอบปากคำข้อมูลเกี่ยวกับเอกสารที่หายไป หายที่ใด จะได้รวบรวมสำนวน เพื่อยืนยันกับทางสำนักงานเขตพระนคร จากนั้นจะได้ทำเรื่องยกเลิกใบมรณบัตร เพื่อได้สิทธิ์การเป็นบุคคลกลับมา ทั้งนี้สำหรับผู้เสียชีวิตนั้นทางตำรวจยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นชาวไทยหรือต่างด้าว ต้องรอการพิสูจน์อีกครั้ง
รายงานข่าวแจ้งว่า จากแนวทางการสืบสวนได้ตรวจสอบบุคคลที่เสียชีวิตรายนี้ไว้เป็น2ส่วน ส่วนแรก นำดีเอ็นเอไปตรวจสอบ ตลอดจนให้ตำรวจฝ่ายสืบสวน ลงพื้นที่บริษัทที่เจ้าตัวทำงาน เพื่อตรวจสอบประวัติการพิมพ์ลายนิ้วมือเพื่อจะนำไปตรวจสอบประวัติอาชญากรไว้หรือไม่ ผลปรากฏว่าไม่พบว่ามีการพิมพ์ลายนิ้วมือไว้แต่อย่างใด ส่วนที่2ทางตำรวจได้ตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้เสียชีวิต ในบัญชีที่ได้รับการโอนเงินเดือนของบริษัท เพื่อหาว่าหลังจากได้รับเงินเดือนแล้ว จะมีการโอนเงินไปให้ญาติหรือบุคคลที่รู้จักอื่นอีกหรือไม่ หากพบว่ามีจะต้องเชิญบุคคลนั้นมาสอบถาม ว่าผู้เสียชีวิตเป็นใคร
ทั้งนี้ทาง พล.ต.ต.เสนิต สําราญสํารวจกิจ ผบก.น.1มีคำสั่งตั้งคณะทำงานสอบสวนคดีดังกล่าว เพื่อตรวจสอบว่าผู้เสียชีวิตเป็นใคร ตลอดจนหาข้อพิสูจน์บุคคลให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

