เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 22 ธันวาคม ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.ธนิตศักดิ์ ธีระสวัสดิ์ ที่ปรึกษาพิเศษ ตร. พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผบช.น. พล.ต.ท.สาคร ทองมุนี ผบช.ทท. พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผบช.ทท. พร้อมชุดสืบสวน และ นายพีระพัฒน์ อิงพงษ์พันธ์ ผอ.กองคดี 1 สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) แถลงเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ (Call Center) ข้ามชาติ ครั้งที่ 6 มาตรการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน โดยติดตามเฝ้าระวังบัญชีต้องสงสัย จนสามารถอายัดเงินของผู้เสียหายที่ถูกหลอกลวงและโอนไปยังบัญชีของกลุ่มคนร้ายแล้วระงับไม่ให้สามารถถอนเงินออกไป ซึ่งอายัดและนำเงินมาคืนให้กับผู้เสียหาย 4 ราย รวมเป็นเงิน 1,708,000 บาท

พล.ต.อ.ธนิตศักดิ์ กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง และให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายลงไปช่วยเหลือและเยียวยาพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบ จากการที่จัดตั้งศูนย์ป้องกันและปราบปรามการฉ้อโกงประชาชนผ่านระบบโทรศัพท์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ขึ้นมา พล.ต.อ.จักทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. สั่งให้กวาดล้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่หลอกลวงคนไทยและชาวต่างชาติ จากการปฎิบัติการ 5 ครั้ง ออกหมายจับผู้เกี่ยวข้อง146 หมาย จับกุมผู้ต้องหา 98 ราย อยู่ระหว่างสืบสวนติดตามจับกุม48ราย ยึดและอายัดทรัพย์สิน120ล้านบาท โดยตร.ร่วมกับทางสมาคมธนาคาร และชมรมธุรกิจบริการเอทีเอ็ม ที่คอยช่วยเหลือตรวจสอบเส้นทางการเงินของคนร้าย มีการเฝ้าติดตามและยึดอายัดทรัพย์สิน

พล.ต.อ.ธนิตศักดิ์ กล่าวต่อว่า รายแรกพื้นที่ สน.ทองหล่อ เป็นผู้เสียหายที่ถูกหลอกให้โอนเงินไปยังบัญชีของคนร้าย 5,700,000 บาท คดีนี้เจ้าหน้าที่สามารถอายัดเงินของผู้เสียหายรายนี้ไว้ได้ 990,000 บาท ส่วนรายที่2พื้นที่ สน.โชคชัย ถูกหลอกให้โอนเงินไปยังบัญชีของคนร้าย 1,185,000 บาท คดีนี้เจ้าหน้าที่สามารถติดตามจับกุมคนร้ายและสามารถยึดเงินคืนจากคนร้ายที่เบิกเงินจากบัญชีทันที จำนวน 195,000 บาท อีกรายอยู่ในพื้นที่ สน.ทุ่งสองห้อง ถูกหลอกให้โอนเงินไปยังบัญชีของคนร้าย 104,000 บาท คดีนี้เจ้าหน้าที่สามารถอายัดเงินของผู้เสียหายไว้ได้ 64,000 บาท ส่วนเคสสุดท้ายพื้นที่ สภ.รัตนาธิเบศร์ จ.นนทบุรี ถูกหลอกให้โอนเงิน 459,000 บาท เจ้าหน้าที่สามารถช่วยเหลือโดยอายัดเงินของผู้เสียหายรายนี้ไว้ได้ทั้งหมด 459,000 บาท
ด้าน พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า นับตั้งแต่ตั้งศูนย์ปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ฯ จากสถิติจะเห็นได้ว่าการหลงเชื่อหรือตกเป็นเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ลดลง จากการปราบปรามกวดขันอย่างจริงจัง ขณะนี้ประชาชนที่โทรศัพท์เข้ามาส่วนใหญ่จะเป็นการแจ้งเบาะแส ถือว่าสถานการณ์ภาพรวมดีขึ้น อยากฝากเตือนประชาชนว่าเมื่อรู้ตัวว่าตกเป็นเหยื่อให้รีบติดต่อมาที่ศูนย์ฯ สายด่วน ตร. 1155 และทางเจ้าหน้าที่จะดำเนินการแก้ไขปัญหาให้อย่างเร็วที่สุด
นายพีระพัฒน์ กล่าวว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมาตำรวจปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์อย่างเข้มข้น สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้เป็นจำนวนมาก แต่ขบวนการหลอกลวงเหล่านี้ก็ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามขณะนี้มีสัญญาณที่ดีขึ้น เหยื่อที่ถูกหลอกและแจ้งมายัง ปปง. ผ่านสายด่วน 1171 มีจำนวนลดลง ส่วนการคืนเงินให้กับผู้เสียหาย ที่แจ้งมายังปปง.อย่างรวดเร็วหลังเกิดเหตุ10-15 นาที ทำให้สามารถอายัดเงินได้บางส่วน หรือ ทั้งหมดก่อนที่คนร้ายจะถอนออกไป จนนำไปสู่การนำเงินส่วนนี้คืนให้กับผู้เสียหาย กระบวนการคืนเงินมีการสอบสวนจนแน่ชัด มีการตรวจสอบเส้นทางการเงินจากเจ้าหน้าที่วิเคราะห์ธุรกรรมการเงิน ปปง.ร่วมกับสถาบันการเงิน ทุกขั้นตอนต้องมีความชัดเจนและโปร่งใส
ผอ.กองคดี 1 ปปง. กล่าวอีกว่า ล่าสุดมีการยึดทรัพย์ผู้ต้องหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ไว้ในส่วนของตำรวจ 120 ล้านบาท ในจำนวนนี้บางส่วนส่งมาให้ปปง. คณะกรรมการธุรกรรมมีมติยึดทรัพย์แล้ว จำนวน 50 ล้านบาท ทรัพย์เหล่านี้จะถูกนำเข้ามาสู่กระบวนการคุ้มครองสิทธิของประชาชนตามกฎหมาย ปปง. โดยจะถูกเฉลี่ยคืนให้กับผู้เสียหาย ฉะนั้นประชาชนที่ได้รับความเสียหายมายื่นคำร้องต่อ ปปง.ภายใน 30 วัน หลังจากที่ปปง.ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา หลังจากนั้นทางปปง.จะส่งเรื่องให้พนักงานอัยการเสนอศาลให้พิจารณาคืนเงินคุ้มครองสิทธิให้กับผู้เสียหายต่อไป
ด้าน พ.ต.อ.กิตติศักดิ์ เที่ยงกมล ผกก. สภ.รัตนาธิเบศร์ พร้อมหญิงสูงอายุ 75 ปี ผู้เสียหายในพื้นที่ สภ.รัตนาธิเบศร์ กล่าวว่า แก๊งคอลเซ็นเตอร์โทรเข้ามาอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ปราบปรามยาเสพติดทางภาคเหนือ โดยมีพัสดุส่งมาที่ตนนานแล้ว จึงเปิดออกดู พบสมุดบัญชีผู้เสียหายอยู่เกรงว่าจะพัวพันขบวนการยาเสพติด ทั้งนี้ชักจูงให้ผู้เสียหายหลงเชื่อจนผู้เสียหายโอนเงินออกไป พอผู้เสียหายรู้ตัวจึงเข้าแจ้งความ ก่อนติดตามอายัดเงินได้ทัน

