หน้าแรก ในประเทศ สกู๊ปหน้า 1 ห...

สกู๊ปหน้า 1 หนังสือพิมพ์มติชน: โศกนาฏกรรมแห่งท้องทะเล ‘โลมาน้อย’ อดนม

24.12.17 | 11:10 น.

แม้ว่านายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) จะบอกว่า ตัวเลขการรายงานประชากรของสัตว์ทะเลหายากที่เพิ่มมากขึ้น โดยตลอดทั้งปี 2560 ที่ผ่านมามีกว่า 400 ตัว จะเป็นเรื่องของความก้าวหน้าในระบบสื่อสาร และเรื่องของโลกโซเชียล แต่ในความจริงแล้วไม่มีใครอยากเห็นทรัพยากรมีค่าในทะเลที่เหลือน้อยนิดอยู่แล้วมาล้มหายตายจากไปอีก

สัตว์ทะเลหายากหมายถึงกลุ่มประชากรสัตว์ทะเล ที่มีความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ทั้งจากจำนวนประชากรที่มีอยู่น้อย หรือจากภัยคุกคามจากมนุษย์และตามธรรมชาติ สัตว์ทะเลหายากส่วนใหญ่ ได้แก่ เต่าทะเล พะยูน โลมาและวาฬ

ในแต่ละปีเราสูญเสียสัตว์ทะเลหายากเหล่านี้ไปโดยที่ไม่น่าสูญเสียเลย เพราะเหตุแห่งความสูญเสียนั้นหลายๆ เรื่องเป็นการกระทำของมนุษย์ที่ไม่น่าเกิดขึ้น เช่น เต่าทะเล กินขยะทะเล ไม่ว่าจะเป็นถุงพลาสติก ซากเครื่องมือประมง จนของเหล่านี้ไปอัดแน่นอยู่ในกระเพาะอาหาร เป็นเหตุให้ป่วยเกยตื้นตาย และเหตุการณ์แบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะเต่าทะเล แต่โลมาและพะยูนไม่รู้กี่ร้อยชีวิตก็ต้องรับเคราะห์กรรมไม่ต่างกัน

สัตวแพทย์หญิง (สพญ.) นันทริกา ชันซื่อ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคสัตว์น้ำ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะที่ปรึกษา ทช. กล่าวว่า สัตว์ทะเลที่ว่ายน้ำขึ้นเกยตื้นบนฝั่งนั้นจะมีอาการค่อนข้างหนักหนาสาหัสมากแล้ว และมีน้อยมากที่สามารถช่วยชีวิตเอาไว้ได้

“คือระบบทุกอย่างในร่างกาย ทั้งระบบหายใจ ระบบการย่อยอาหารพังหมดแล้ว ไม่สามารถหายใจในน้ำลึกได้แล้ว ต้องว่ายขึ้นมาน้ำตื้น หรือขึ้นมาบนฝั่ง หรือบางทีพวกมันมาขอความช่วยเหลือ ซึ่งน้อยรายมากที่เราจะสามารถช่วยชีวิตเอาไว้ได้ ที่น่าเศร้าหนักก็คือ เมื่อเขาตายแล้วหมอต้องผ่าซากพิสูจน์พบถุงพลาสติกบ้าง เศษอวน เศษแห ก้นบุหรี่ อัดแน่นเต็มอยู่ในกระเพาะอาหาร ทางเดินอาหาร ทางเดินหายใจเต็มไปด้วยหนอง คือ ก่อนตายจะต้องเจ็บปวดทรมานอย่างมาก จากสถิติแล้วเราสามารถช่วยชีวิตสัตว์ทะเลเกยตื้นได้แค่ 1% ของสัตว์ที่มาเกยตื้นทั้งหมดเท่านั้น” สพญ.นันทริกาบอก

Advertisement

คุณหมอนันทริกาบอกด้วยว่า การตายไปของ 1 ชีวิตในสัตว์ทะเลหายาก ยังอาจจะเป็นสาเหตุให้อีกหลายชีวิตสูญเสียตามมาก็ได้

“เหตุที่สะเทือนใจหมอมากๆ เคสหนึ่งก็คือ ลูกโลมาตัวหนึ่งที่ยังไม่หย่านม พลัดหลงกับแม่ หรือเป็นเพราะแม่ตาย ซึ่งก็เหมือนเด็กที่ไร้ที่พึ่งคนหนึ่งโดดเดี่ยวอยู่กลางทะเล ก็ว่ายน้ำเข้าฝั่ง คงอดอาหารอยู่หลายวัน เพราะเป็นโลมาตัวเล็กมากยังไม่หย่านม ร่างกายก็อ่อนเพลียเต็มที ชาวบ้านพบเข้าก็ช่วยอะไรได้ไม่มาก เพราะลูกโลมาไม่กินอะไรเลยนอกจากนมแม่ ตอนที่เราเข้าไปดูเขาก็อ่อนเพลียมากแล้ว ต้องหานมให้เจ้าโลมาตัวนี้กินโดยด่วน แล้วน้ำนมของโลมาก็ไม่ใช่น้ำนมวัวหรือน้ำนมคนด้วยนะ ไม่ได้หากันง่ายๆ ในโลกนี้มีน้ำนมสูตรสำหรับลูกโลมาขายอยู่เพียง 2 แห่งเท่านั้น คือที่สหรัฐอเมริกาและที่ออสเตรเลีย เราต้องสั่งนมโลมามาจากออสเตรเลียให้เจ้าตัวเล็กนี้กิน”Ž คุณหมอผู้เชี่ยวชาญโรคสัตว์น้ำบอก

สพญ.นันทริกาบอกด้วยว่า เมื่อได้น้ำนมมาแล้วก็ใช่ว่าลูกโลมาจะกินได้เลย เพราะน้ำนมอยู่ในขวด การป้อนนมก็ต้องทำให้เหมือนกับตอนที่โลมาดูดนมจากแม่จริงๆ คือต้องนอนคว่ำ ไม่ใช่นอนหงาย และต้องอยู่ในน้ำด้วย การฝึกให้นมลูกโลมานั้น ต้องฝึกทั้งคนให้และเจ้าตัวที่ต้องกินนมเอง ไม่ใช่ว่าจะทำกันง่ายๆ เลย

“ในเคสนี้พวกเราฟูมฟักจนเจ้าโลมาน้อยแข็งแรงในระดับหนึ่ง แต่ด้วยความที่ชาวบ้านในพื้นที่เห็นว่าเขายังเป็นเด็ก หากปล่อยให้ว่ายน้ำออกไปในทะเลลึกอาจจะตกเป็นเหยื่อของฉลามได้ ก็เลยวางอวนล้อมเขาเอาไว้ สุดท้ายก็โดนอวนที่ชาวบ้านล้อมไว้รัดตัวตาย เป็นเคสที่น่าเสียดายที่สุด น่าเสียดายมาก” สพญ.นันทริกากล่าว

นายจตุพร บุรุษพัฒน์ อธิบดี ทช. กล่าวว่า การช่วยเหลือสัตว์ทะเลหายากเกยตื้นเป็นอีกแนวทางหนึ่ง ที่จะช่วยเหลือสัตว์ทะเลป่วยให้มีโอกาสรอดชีวิต โดยเวลานี้ ทช.ได้จัดตั้งศูนย์ช่วยชีวิตสัตว์ทะเลหายาก 5 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ชายฝั่งทะเลทั้งหมดทำงานร่วมกับแนวร่วมเครือข่ายองค์กรในพื้นที่ มหาวิทยาลัย และชุมชนมากกว่า 25 แห่ง นอกจากนี้ยังมีการจัดฝึกอบรมสัตวแพทย์ นักวิชาการ เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครชุมชนมากกว่า 800 คน คาดกันว่าคนเหล่านี้จะเข้าไปช่วยเหลือเบื้องต้นเมื่อประสบเหตุพบสัตว์ทะเลเกยตื้น

ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานพบว่าสัตว์ทะเลหายากเกยตื้นระหว่างปี 2558-2560 พบว่า กลุ่มเต่าทะเลจำนวน 669 ตัว แบ่งเป็น เกยตื้นมีชีวิต 334 ตัว และซากเกยตื้น 335 ตัว กลุ่มโลมาและวาฬ 547 ตัว แบ่งเป็นเกยตื้นมีชีวิต 51 ตัว และซากเกยตื้น 496 ตัว และพะยูนจำนวน 41 ตัว แบ่งเป็นเกยตื้นมีชีวิต 6 ตัว และซากเกยตื้น 35 ตัว รวมสัตว์ทะเลหายากเกยตื้นทั้งหมดมีจำนวน 1,257 ตัว สาเหตุการเกยตื้นส่วนใหญ่ของเต่าทะเลเกิดจากการติดเครื่องมือประมง การติดเศษอวน หลงทิศ การกินขยะ และติดเชื้อในกระแสเลือด ในส่วนของกลุ่มโลมาและวาฬมีสาเหตุการเกยตื้นส่วนใหญ่มาจากการป่วยตามธรรมชาติ ในส่วนของพะยูนพบสาเหตุการเกยตื้นส่วนใหญ่มาจากการป่วยตามธรรมชาติและกิจกรรมของมนุษย์

ผลการช่วยเหลือเต่าทะเลเกยตื้นมีชีวิต ระหว่างปี 2558-2560 พบว่า มีเต่าทะเลเกยตื้นมีชีวิตทั้งหมด 334 ตัว มีเต่าทะเลที่ตายในระหว่างการขนย้ายและการอนุบาลพักฟื้น 49 ตัว และเต่าทะเลที่อยู่ในระหว่างอนุบาลพักฟื้นและปล่อยคืนสู่ทะเล 289 ตัว ซึ่งถือเป็นเต่าทะเลที่รอดชีวิตโดยคิดเป็นอัตราการรอดชีวิตเท่ากับ 85.32% ซึ่งถืออยู่ในเกณฑ์ที่ดี โดยสาเหตุการเกยตื้นส่วนใหญ่ของเต่าทะเลเกิดจากการติดเครื่องมือประมง เศษอวนและขยะทะเล รวมทั้งปัจจัยจากการติดเชื้อในกระแสเลือด

ส่วนผลการช่วยเหลือโลมาและวาฬเกยตื้นมีชีวิต พบว่ามีโลมาและวาฬเกยตื้นมีชีวิตทั้งหมด 51 ตัว ตายในระหว่างการขนย้ายและการอนุบาลพักฟื้น 22 ตัว และโลมาและวาฬที่อยู่ในระหว่างอนุบาลพักฟื้นและปล่อยคืนสู่ทะเล 29 ตัว ซึ่งถือเป็น 56.86% ส่วนใหญ่ซากที่พบเป็นซากเน่าถึงเน่ามากไม่สามารถระบุสาเหตุของการตายได้แน่ชัด สาเหตุการเกยตื้นส่วนใหญ่เกิดจากสาเหตุการติดเชื้อ การติดเครื่องมือประมง รวมทั้งปัจจัยเศษอวนและขยะทะเล

และการช่วยเหลือพะยูนเกยตื้นมีชีวิต ปี 2558-2560 พบว่า มีพะยูนเกยตื้นมีชีวิตทั้งหมด 6 ตัว ตายในระหว่างการขนย้ายและการอนุบาลพักฟื้น 2 ตัว และพะยูนที่ปล่อยคืนสู่ทะเล 4 ตัว เท่ากับ 66.67% ส่วนใหญ่ซากที่พบเป็นซากเน่าถึงเน่ามากทำให้ไม่สามารถระบุสาเหตุของการตายได้แน่ชัด โดยสาเหตุการเกยตื้นส่วนใหญ่ที่ระบุได้ของพะยูนเกิดจากสาเหตุการเสียชีวิตแบบเฉียบพลันโดยอาจจะเกิดจากสาเหตุของการติดเครื่องมือประมง การได้รับอุบัติเหตุจากเรือ รวมทั้งปัจจัยเศษอวนและขยะทะเล

ถือเป็นโศกนาฏกรรมที่เกิดกับสัตว์ทะเลหายากของไทย