เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 25 ธันวาคม ที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปก.ตร.) พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รอง ผบ.ตร. พล.ต.ท.ชัยวัฒน์ เกตุวรชัย ผู้ช่วย ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.ธเนส พิณเมืองงาม ผู้ช่วย ผบ.ตร. ประชุมวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ไปยังกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1-9 (บช.ภ.1-9) กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) กองบัญชาการสอบสวนกลาง (บช.ก.) กองบัญชาการปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) และกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว (บช.ทท.) ถึงแนวทางการปฏิบัติมาตรการป้องกันและปราบปรามช่วงคริสต์มาสและปีใหม่ 2561

พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติกล่าวว่า ช่วงคริสต์มาสและเทศกาลปีใหม่นี้ ใช้กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ 52,700 นาย การปฏิบัติเน้นการบูรณาการกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทั้งตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง โดยเฉพาะในพื้นที่เคาต์ดาวน์ทั่วประเทศมีประมาณ 200 แห่ง ในพื้นที่กรุงเทพฯ 4 แห่ง โดยในช่วงเทศกาลสำคัญ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำแอพพลิเคชั่น โปลิศ ไอ เลิท ยู มาใช้ สามารถแจ้งเหตุด่วน เหตุสำคัญ เจ้าหน้าที่สามารถทราบพิกัดของผู้แจ้งเหตุได้ทันที ตอบสนองประชาชนได้โดยเร็วโดยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯ พัทยา เชียงใหม่ ส่วนจังหวัดอื่นๆ สามารถใช้ควบคู่กันกับสายด่วน 191 เมื่อต้องการขอความช่วยเหลือ สัญญาณจะไปดังที่ 191 เจ้าหน้าที่สามารถเข้าช่วยเหลือได้ทันท่วงทีเช่นเดียวกัน

พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติกล่าวต่อว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจจะนำเอานวัตกรรมใหม่เข้ามาทดลองใช้ เช่น ตู้แดงคิวอาร์โค้ด ที่เจ้าหน้าที่สายตรวจออกตรวจพื้นที่ ผู้บังคับบัญชาสามารถตรวจสอบได้ถึงเวลาที่หมายการออกตรวจ โดยนำร่องพื้นที่ อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี พื้นที่ของ บช.ภ.3 หลังจากทดลองเสร็จปีหน้าจะนำมาประมวลผล ถ้าผลออกมาดีจะดำเนินต่อให้ครอบคลุมทั้งหมดในพื้นที่ บช.ภ.3 จำนวน 200 กว่าสถานี อีกอย่างที่เจ้าหน้าที่นำเทคโนโลยี 4.0 เข้ามาใช้คือ กล้องเทคโนโลยีเรียลไทม์ SAS System ได้รับความร่วมมือจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังในช่วงก่อนปีใหม่ สามารถถ่ายทอดจากสถานการณ์จริง และสามารถตอบโต้กันได้ จะนำมาใช้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ เป็นนวัตกรรมใหม่ในการตรวจสอบที่เกิดเหตุ ทำให้ผู้ที่ถูกเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเกิดความสบายใจไม่มีการกลั่นแกล้ง เจ้าหน้าที่ตำรวจทำงานอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายเป็นประโยชน์ทั้ง 2 ฝ่าย
พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติกล่าวอีกว่า เบื้องต้นจะทดลองใช้ในเขตนครบาลพื้นที่ สน.บางซื่อ สน.มีนบุรี สน.คันนายาว เทคโนโลยีดังกล่าวเป็นการถ่ายทอดสด ผู้บังคับบัญชาที่ควบคุมอยู่สำนักงานตำรวจแห่งชาติสามารถทราบได้ว่าผู้ใต้บังคับบัญชาอยู่ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ตรงไหน สถานการณ์เป็นอย่างไร กล้องดังกล่าวเป็นทั้งกล้องถ่ายทอดสดและบันทึกภาพ เบื้องต้นจะทดลองใช้ 16 เครื่อง โดยการการทำงานของกล้อง SAS จะส่งสัญญาณภาพสด เสียง ตำแหน่ง ผ่านเครือข่ายไร้สายมือถือ 4G LTE ไปยังเซิร์ฟเวอร์ สัญญาณดังกล่าวจะส่งต่อมายังศูนย์บัญชาการ ศูนย์บัญชาการสามารถสื่อสารกลับไปยังเจ้าหน้าที่สายตรวจได้ทั้งภาพและเสียง การใช้งานสามารถบันทึกได้ 8 ชม. หนึ่งกะการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจพอดี กลางคืนก็ไม่มีปัญหาเพราะเป็นกล้องอินฟาเรดสามาถมองเห็นได้ระยะ 10 เมตร มีไฟฉายในตัว รัศมีครอบคลุมทั่วประเทศที่มีสัญญาณมือถือ ถ้าผลการทดลองเป็นที่น่าพอใจจะใช้ครอบคลุมทั้งประเทศต่อไป

